(VOVWORLD) -เมื่อการปลูกพืชอุตสาหกรรม เช่น กาแฟ พริกไทยและยางพาราได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและราคาขายไม่มีเสถียรภาพ ท้องถิ่นหลายแห่งในเขตเตยเงวียนได้เป็นฝ่ายรุกในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพันธุ์พืช โดยสร้างก้าวกระโดดในการผลิตผลิตภัณฑ์การเกษตรที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการปลูกลิ้นจี่ ซึ่งเป็นพันธุ์พืชของภาคเหนือบนพื้นที่แห้งแล้งของอำเภอเออการ์ จังหวัดดั๊กลักได้ช่วยสร้างรายได้ 500 ล้านด่งต่อเฮกตาร์ต่อปี
![]() การปลูกลิ้นจี่บนพื้นที่แห้งแล้งของอำเภอเออการ์ จังหวัดดั๊กลักได้ช่วยสร้างรายได้ 500 ล้านด่งต่อเฮกตาร์ต่อปี
|
“สวนลิ้นจี่นี้สามารถเก็บผลผลิตได้ 50ตันขึ้นไป ผมเรียนรู้การปลูกลิ้นจี่ตามมาตรฐานเวียดแก๊ปเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารพิษและมีคุณภาพสูงให้แก่ประชาชน”
หลังจากที่เขตปลูกลิ้นจี่พัฒนาในตำบลเออาซาร์ เกษตรกรได้สร้างการเชื่อมโยงในการผลิตและการจำหน่าย นาย เหงวียนวันบิ่ง ประธานและผู้อำนวยการสหกรณ์การเกษตรและการบริการการเกษตรแทงบิ่ง ตำบลเออาซาร์ได้เผยว่า การจัดตั้งสหกรณ์จะเอื้อให้แก่การจัดสรรพันธุ์พืชที่มีคุณภาพสูงและราคาที่เหมาะสม ทางสหกรณ์ฯจะกำหนดแนวทางเพื่อให้เกษตรกรผลิตตามมาตรฐานเวียดแก๊ปและโกลเบิ้ลแก๊ป ตอบสนองความต้องการส่งออกไปยังตลาดประเทศเพื่อนบ้านและตลาดที่มีมาตรฐานที่เข้มงวด เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น สหรัฐและสาธารณรัฐเกาหลี
“วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสหกรณ์นี้ก็เพื่อแสวงหาช่องทางการจำหน่ายลิ้นจี่ในตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ เน้นการปลูกตามมาตรฐานเวียดแก๊ป การตรวจสอบแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ พวกเราอยากจำหน่ายลิ้นจี่ที่มีคุณภาพและค้ำประกันความปลอดภัยด้านอาหารให้แก่ผู้บริโภค”
![]() สวนลิ้นจี่ของนาย เลวันมิง หมู่บ้านหมายเลข 8 ตำบลเออาซาร์ อำเภอเออาการ์ จังหวัดดั๊กลัก
|
นาย โห่เติ้นกือ หัวหน้าฝ่ายการเกษตรและพัฒนาชนบทอำเภอเออาการ์ได้เผยว่า เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ราคาขายและผลผลิตไม่มีเสถียรภาพและการปลูกพันธุ์พืชหลัก เช่น กาแฟ พริกไทยและยางพาราให้ประสิทธิภาพไม่สูง ดังนั้น หน่วยงานการเกษตรของอำเภอฯจึงประสานงานกับทางการระดับตำบลส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนโครงสร้างพันธุ์พืชที่เหมะสม จนถึงขณะนี้ ทางตำบลฯได้ปรับเปลี่ยนการปลูกพืชอุตสาหกรรมในพื้นที่ประมาณ 4 พันเฮกตาร์มาเป็นการปลูกผลไม้ ซึ่งในนั้น พื้นที่การปลูกลิ้นจี่อยู่ที่ประมาณ 1,000 เฮกตาร์และในระยะ 5 ปีที่จะถึง พื้นที่การปลูกลิ้นจี่จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3 พันเฮกตาร์ ซึ่งความได้เปรียบในการพัฒนาการปลูกลิ้นจี่ในอำเภอเออาการ์คือ สภาพภูมิอากาศ ดังนั้น ฤดูเก็บเกี่ยวลิ้นจี่ที่นี่จึงเร็วกว่าฤดูเก็บเกี่ยวลิ้นจี่ในภาคเหนือ 1 เดือน ซึ่งเอื้อให้แก่การจำหน่ายและราคาขายก็สูงกว่า นาย โห่เติ้นกือได้ยืนยันว่า การปลูกลิ้นจี่สร้างประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจสูงกว่าการปลูกพันธุ์พืชอื่นๆ ควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่การปลูก อำเภอกำลังผลักดันการเชื่อมโยงในการผลิตและการจำหน่ายเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน
“นอกจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพันธุ์พืชอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน การเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรและการผลิตตามห่วงโซ่เป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก พวกเราได้เชื่อมโยงกับสถานประกอบการการผลิตและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ สถานประกอบการลงทุนและการเชื่อมโยงกับสหกรณ์และเกษตรกรในการผลิตตามมาตรฐานเวียดแก๊ปและโกลเบิ้ลแก๊ปเพื่อมุ่งสู่การแปรรูป การจำหน่ายผลิตภัณฑ์และการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ”
การเป็นฝ่ารุกในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพันธุ์พืช การเปลี่ยนแปลงแนวคิดในการผลิต การประยุกต์ใช้มาตรฐานคุณภาพในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารพิษ การเชื่อมโยงเพื่อสร้างเสถียรภาพในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เป็นแนวทางที่ถูกต้องของผู้ปลูกลิ้นจี่ในตำบลเออาการ์ ซึ่งการปลูกลิ้นจี่ได้สร้างประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจสูงให้แก่เกษตรกรที่นี่.









