มหาวิทยาลัยเพรซซิเดนท์ที่ตั้งอยู่ห่างจากใจกลางกรุงจากาต้าร์ไปทางทิศตะวันออกประมาณ๔๐กิโลเมตรถือเป็นมหาวิทยาลัยที่มีบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาการศึกษาซึ่งที่นี่มีนักศึกษาเวียดนามประมาณ๑๐๐คนที่กำลังศึกษาอยู่
คุณLê Nguyễn Thu Thảo นักศึกษาปีที่๒สาขาสารนิเทศได้อาสาเป็นมัคคุเทศก์พาพวกเราเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยแห่งนี้ซึ่งพวกเรามีความประทับใจต่อการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและบรรยากาศการศึกษาของที่นี่ คุณLê Nguyễn Thu Thảo เผยว่าเขตหอพักมีพื้นที่กว่า๑หมื่นตารางเมตรสามารถรองรับนักศึกษาได้๓พันคน “หอพักชายและหญิงจะแยกออกจากกันดังนั้นจึงมีอาคารเพื่อให้นักศึกษาชายและหญิงได้พบปะพูดคุยและเรียนเป็นกลุ่ม นี่คือห้องที่ใช้เล่นปิงปอง ตรงโน้นคือสนามวอเล่ย์บอล บางทีพวกเราก็จัดกิจกรรมนอกหลักสูตรกันที่นี่ด้วย ถึงแม้ว่าจะคิดถึงบ้านแต่สิ่งแวดล้อมที่นี่ก็ช่วยให้การปรับตัวของเราง่ายขึ้น”
|
| นักศึกษาเวียดนามในกรุงจากาต้าร์ |
ห้องพักนักศึกษาหญิงแม้จะแคบกว่าห้องพักของนักศึกษาชายแต่ก็ดูกระทัดรัดและสวยงามทุกวันนอกจากไปฟังที่ห้องบรรยายแล้วนักศึกษาหญิงก็มักจะทำการศึกษาค้นคว้าเเพิ่มเติมหรือร่วมกับเพื่อนๆอ่านหนังสือที่ส่งมาจากเวียดนาม ตารางเรียนที่นี่ก็ต่างกับในเวียดนามโดยแบ่งเป็น๓ช่วงแต่ละช่วงประมาณ๒เดือนครึ่งถึง๓เดือน หลังจากนั้นนักศึกษาก็จะได้หยุดพักประมาณ๑เดือน คุณNguyễn Thị Huyền Trang นักศึกษาปีที่๓สาขาการเงิน การธนาคารเผยว่า “เมื่อเพิ่งมาใหม่ๆพวกเรารู้สึกผิดหวังเพราะตามข้อมูลจากเว็บไซท์ พวกเราเข้าใจว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางกรุงจากาต้าร์ เพื่อนมิตรชาวอินโดนีเซียมีไมตรีจิตอันอบอุ่น เชิญพวกเราไปเยือนครอบครัว เข้าร่วมงานแต่งงานและชวนไปท่องเที่ยวด้วยจึงทำให้พวกเราหายคิดถึงบ้านได้บ้าง”
ส่วนสำหรับคุณNguyễn Tùng Huy นักศึกษาปีที่๑สาขาการตลาดกล่าวว่า “ผมไม่เคยได้ยินภาษาอินโดนีเซียมาก่อน เมื่อมาที่นี่ผมเห็นรุ่นพี่ชาวเวียดนามที่ไปต้อนรับพูดภาษาอินโดนีเซียอย่างคล่องแคล่ว ผมรู้สึกประทับใจมาก ถึงแม้ว่าการเรียนภาษาต่างประเทศจะยาก แต่ผมจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อสามารถพูดภาษาอินโดนีเซียได้อย่างคล่องแคล่วเหมือนรุ่นพี่” สำหรับชาวเวียดนามที่เคยแวะมาเยือนมหาวิทยาลัยเพรซซิเดนท์ต่างก็รู้สึกมีความประทับใจต่อสภาพแวดล้อมของการศึกษาที่นี่และความเป็นมิตรของอาจารย์และนักศึกษาอินโดนีเซียโดยเฉพาะ ความสามัคคี ความขยันขันแข็งของนักศึกษาเวียดนามซึ่งพวกเขาเองได้เป็นสะพานเชื่อมให้แก่สัมพันธไมตรีและความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะระหว่างเวียดนามกับอินโดนีเซียในเส้นทางของการสร้างสรรค์ประชาคมอาเซียนในปี๒๐๑๕./.









