
ช่องเขาฟ้าดินทุกวันนี้ไม่ลาดชันเหมือนก่อนหน้านี้ ๖๐ ปี แต่ยังคงคดเคี้ยวและมีทางโค้งสลับกันหลายช่วงเหมือนเดิม ช่องเขาถูกลดความชันลงและขยายกว้างขึ้น แต่ยังคงรักษาทิวทัศน์ที่สวยงามของเขตเขาตอนบนไว้ได้เหมือนเดิมนั่นคือ เมฆหมอกขาวปกคลุม ดอกกาหลงสีขาวบานสะพรั่งสองข้างทางและบ้านของชนเผ่าไทอยู่กระจัดกระจายตามไหล่เขา ทั้งนี้คือเสน่ห์ของที่นี่ที่เรียกความสนใจของนักท่องเที่ยว
ก่อนหน้านี้ ๖๐ ปี ช่องเขาฟ้าดินเป็นเส้นทางลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์และเสบียงอาหารเส้นทางหลักในยุทธนาการเดียน เบียน ฟู แต่ละวันที่นี่ได้บันทึกรอยเท้าของเยาวชนอาสาและชาวบ้านอาสากว่า ๘,๐๐๐ คนที่ลำเลียงเสบียงอาหาร ข้าวและกระสุนปืนผ่านเส้นทางสายนี้ และยังเป็นเส้นทางเคลื่อนกำลังทหารราบและทหารปืนใหญ่สู่เจิ่น ดิ่งห์ ซึ่งคือรหัสของยุทธนาการเดียน เบียน ฟู ช่วงทางผ่านช่องเขาฟ้า ดินที่ยากลำบากยังคงตราตรึงในความทรงจำของนักประพันธ์ดนตรีหว่าง เวินที่แต่งเพลง ลากปืนใหญ่

“ ก่อนเข้าสู่ทุ่งนาเมืองแถง พวกเราต้องเดินผ่านช่องเขายาว ตั้งแต่ปีค.ศ.๑๙๕๓ กองกำลังรถยนต์ อาสาสมัครหาบกระสุนและข้าวของอาหาร รถจักรยานที่ดัดแปลงเพิ่มเติมให้บรรทุกสิ่งของได้มากขึ้นต้องผ่านเส้นทางนี้เพื่อป้อนให้แก่ยุทธนาการเดียน เบียน ฟู พวกเขาต้องเดินลัดเลาะขึ้นลงตามไหล่เขาแต่ก็ถูกเครื่องบินของฝรั่งเศสดักทิ้งระเบิดและกราดยิงทำให้รถยนต์ รถบรรทุกและรถเสบียงหลายคันถูกไฟไหม้ เราต้องมีมาตรการอำพรางในการผ่านช่องเขานี้ ซึ่งความทรงจำดังกล่าวยังคงสถิตอยู่ในหัวใจของผมมาตราบเท่าทุกวันนี้ ต่อมาผมได้เข้าร่วมยุทธนาการและได้อยู่ในเหตุการณ์ลากปืนใหญ่ขึ้นสู่เดียน เบียน ฟู ทั้งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดอารมณ์สุนทรีย์ในการแต่งเพลง ลากปืนใหญ่ ”

ทุกวันนี้ การเดินทางจากช่องเขาฟ้าดินไปยังเมืองเดียน เบียน ฟู ตามทางหลวงหมายเลข ๖ มีระยะทางไม่กี่สิบกิโลเมตรเท่านั้น แต่ทางลากปืนใหญ่ยามสงครามในอดีตที่ผ่านช่วงทางนี้นั้นไม่สามารถนับด้วยความยาวไกลได้ แต่ต้องนับด้วยความยากลำบากของทหารปืนใหญ่เท่านั้น

อุโมงของนายพลเดอ กัสตรี
ตลอดเส้นทางขนย้ายปืนใหญ่ขึ้นสู่ที่ตั้งบนยอดเขานั้น มีทางช่วงหนึ่งยาว ๑๕ กิโลเมตรที่ถูกสร้างภายในเวลา ๒๐ ชั่วโมงเท่านั้นเพื่อขนย้ายปืนใหญ่หนัก ๒. ๔ ตันด้วยแรงคนผ่านภูเขาลาดชันและช่องเขาคดเคี้ยวท่ามกลางเครื่องบินบินตรวจตราของฝรั่งเศส แม้จะยากลำบากนานัปการแต่ทหารเวียดนามสามารถเคลื่อนย้ายปืนใหญ่ ๗๕ ม.ม.และปืนครก ๑๒๐ ม.ม. ๔๐ กระบอกเพื่อยิงถล่มที่มั่นฮิม ลามของกองทัพฝรั่งเศส เมื่อเวลา ๑๗.๐๐ น วันที่ ๑๓ มีนาคมปีค.ศ.๑๙๕๔ อันเป็นการเปิดฉากยุทธนาการเดียน เบียน ฟู อย่างเป็นทางการ นายฝ่าม ดึ๊ก กื่อ ทหารผ่านศึกหน่วยทหารปืนใหญ่เล่าให้ฟังเกี่ยวกับช่วงทางสุดท้ายของเส้นทางลากปืนใหญ่ว่า “ พวกเราเคลื่อนพลอย่างยากลำบาก เมื่อขึ้นสู่เดียน เบียน ที่ห่างจากที่มั่นเดียน เบียน ฟู ของฝรั่งเศสประมาณ ๑๕ – ๑๘ กิโลเมตรต้องลากปืนด้วยแรงคน ซึ่งเป็นช่วงทางที่ลำบากที่สุดในชีวิตทหารปืนใหญ่ของพวกเรา ดังนั้นผมจึงเปรียบเทียบทหารปืนใหญ่ว่า ร่างกายแข็งแรงเหมือนทองแดง ส่วนเท้านั้นเปรียบเสมือนเหล็ก ผมยังจำได้ไม่ลืมถึงช่วงทางผ่านทางลาดชันไบ่เต่ย ช่องเขาอุ เหมิ่ว ทางชันซ้วย เหงื่อและวอย ฝุกที่พวกเราขนย้ายปืนใหญ่ ๒.๔ ตันผ่าน ”

ปัจจุบัน ทางลากปืนขึ้นเดียน เบียน ฟูนั้นเหลือแต่ร่องรอยให้เห็นคือ ช่องเขาฟ้าดินที่เป็นต้นทาง และปลายทางคือสถานที่วีรชนโต หวิง เหยี่ยนทุ่มตัวเข้าขัดล้อปืนใหญ่ไว้จนเสียชีวิตซึ่งได้รับการซ่อมแซมให้ดีขึ้นแล้ว และมีอนุสาวรีย์ยาว ๒๔ เมตร กว้าง ๘ เมตร สูง ๑๒.๕ เมตรและหนัก ๑,๒๐๐ ตันตั้งอยู่ห่างจากเมือง เดียน เบียนไปทางทิศเหนือประมาณ ๒๐ ก.ม.เพื่อเชิดชูวีรกรรมของนักรบโต หวิง เหยี่ยนแห่งหมวดทหารปืนใหญ่ ทั้งนี้ทำให้เรารุ่นลูกรุ่นหลานได้เข้าใจเกี่ยวกับเส้นทางที่สร้างประวัติศาสตร์อันเกรียงไกรของทหารเดียน เบียน ฟูในอดีต./.


ช่องเขาฟ้า ดิน









