![]() |
| วัดเยิวที่มีเจดีย์หว่าฟอง ( ภาพจากอินเตอร์เน็ต ) |
วัดเยิวในปัจจุบันได้รับการก่อสร้างและบูรณะปฏิสังขรตามสถาปัตยกรรมราชวงศ์เลตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๗ – ๑๘ เช่นเดียวกับวัดทั่วไปในประเทศ ภายในวัดเยิวมีโบสถ์หลายแห่งไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเกี่ยวกับพระพุทธพระธรรมและพระสงฆ์ สิ่งที่น่าสนใจคือเจดีย์ใหญ่หว่าฟองสูงสง่าที่ได้รับการก่อสร้างด้วยอิฐก้อนใหญ่ซึ่งเริ่มต้นเจดีย์นี้มี ๙ ชั้นแต่ทรุดโทรมตามกาลเวลาจนปัจจุบันเหลือเพียง ๓ ชั้นสูง ๑๗ เมตร ชื่อหว่าฟองของเจดีย์นั้นในความหมายทางพุทธศาสนาคือไม่แบ่งแยกชนชั้นฐานะ สิ่งที่สร้างความประทับใจสำหรับผู้ที่มาเยี่ยมเยือนคือรูปปั้นพระที่ประดิษฐาน โดยเฉพาะรูปนางเยิว เทพเจ้าฟาปเวินและฟาปหวู โดยรูปปั้นบ่าเยิวทำจากทองสัมฤทธิ์สูงประมาณ ๒ เมตรประดิษฐานอยู่ตรงกลางของโบสถ์ที่หน้าตาสวยทำให้ผู้ชมหวนคิดถึงนางรำอินเดีย นอกจากวัดเยิวที่บูชาฟาปเวินหรือเทพแห่งเมฆยังมีวัดอีก ๓ แห่งที่บูชาฟาปหวูหรือเทพแห่งฝนฟาปโลยและฟาปเหดียนบูชาเทพแห่งไฟ
![]() |
| รูปปั้นฟาปเวิน ( ภาพจากอินเตอร์เน็ค ) |
วัดเยิวถือเป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์ กษัตริย์รุ่นแล้วรุ่นเล่าของเวียดนามได้เสด็จไปยังวัดเยิวเพื่ออันเชิญรูปปั้นฟาปเวินไปประดิษฐานที่วัดบ๋าวเทียนกรุงฮานอยเพื่อทำพิธีขอให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล เนื่องจากเป็นสถานที่ศักดิสิทธิ์วัดเยิวจึงได้รับการเรียกชื่อต่างๆเช่น ฟาปเวิน โก๋โจว์โดยเฉพาะวันเยียนอึ๊งหมายความว่า สมความอธิษฐาน ศาสตราจารย์เจิ่นเลิมเบี่ยนเผยต่อไปว่า “ การบูชาที่วัดเยิวมาจากความเลื่อมใสบูชาเจ้าแม่ ซึ่งผูกพันธ์กับประวัติศาสตร์การพัฒนาประเทศตั้งแต่ยุคหินมาปัจจุบันและปลูกฝังในจิตใจของชาวเวียดนาม ”
วัดเยิวในจังหวัดบั๊กนิงห์ได้ฝังลึกในชีวิตจิตใจทางวัฒนธรรมของชาวเวียดนาม นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่งของภาคเหนือ ตั้งแต่ปีคศ.๑๙๖๒ วัดเยิวได้รับการรับรองเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมระดับชาติจากกระทรวงวัฒนธรรม ./.









