ครอบครัวของนาง ตู๊ |
นาย Rizal ลูกเขยของนางตู๊ เผยว่า เขารู้สึกภูมิใจอย่างมากเมื่อได้เป็นลูกเขยชาวอินโดนีเซียในครอบครัวชาวเวียดนาม
“คุณแม่ได้ย้ำเตือนมาตลอดว่า การที่ครอบครัวเราไปเยือนสถานเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศอินโดนีเซีย ณ กรุงจาการ์ตา นั้นไม่เพียงแค่เป็นโอกาสที่ได้พบปะกับท่านทูตและผู้คนเวียดนามเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ลูกหลานในครอบครัวรับรู้และเข้าใจถึงรากเหง้าของตนว่าเรามีสายเลือดเป็นคนเวียดนาม”
ครอบครัวนาง ตู๊ เยือนสถานทูตเวียดนามประจำอินโดนีเซีย |
ถึงแม้ความจำของตนไม่ค่อยดีนักและพูดภาษาเวียดนามปนกับภาษาอินโดนีเซียบ้าง แต่เวลาพลิกดูภาพเก่าจางๆ ในอัลบั้มอันล้ำค่าของครอบครัว นาง เจิ่นหงอกตู๊ อดรู้สึกภูมิใจไม่ได้เมื่อได้เล่าถึงเรื่องราวเกี่ยวกับภาพถ่ายคู่กับประธานประเทศโฮจิมินห์ในครั้งที่ลุงโฮได้เดินทางไปเยือนประเทศอินโดนีเซียเมื่อปี 1959 ตอนนั้น นาง ตู๊ เป็นนักเรียนมัธยมต้นและได้เข้าพบลุงโฮพร้อมกับพ่อแม่และน้องสาว โดยประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ซูการ์โน ได้จูบแก้มเขา ขณะที่น้องสาวเป็นผู้มอบดอกไม้แก่ลุงโฮ นาง เจิ่นหงอกตู๊ เล่าให้ฟังว่า
“คุณแม่ฉันร้องไห้อย่างปลื้มปิติเมื่อได้เจอลุงโฮ ในขณะที่คุณพ่อบอกฉันว่า ประชาชนเวียดนามทั้งประเทศ ใครๆ ก็เคารพรักลุงโฮ ซึ่งตอนนั้น ฉันรู้สึกภูมิใจและดีใจมากๆ เมื่อได้ให้การต้อนรับลุงโฮที่ประเทศอินโดนีเซีย ส่วนลุงโฮก็ยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนชาวอินโดนีเซีย พร้อมพูดคุยและทักถามสมาชิกทุกคนในครอบครัว”
นาง ตู๊และ นางสาว Almy สมาชิกรุ่นที่ 4 ในครอบครัว |
จากเรื่องราวที่เรียบง่ายนั้น นาง ตู๊ ได้สานต่อความรักและความภาคภูมิใจเกี่ยวกับประเทศเวียดนามให้กับสมาชิกทุกคนในครอบครัว เพื่อให้ความทรงจำดีๆ เหล่านั้น รวมถึงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและเรื่องราวเมื่อครั้งได้เจอลุงโฮ เป็นความภาคภูมิใจของทั้งนางตู๊และครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น รวมถึงนาย Firman หลานชายของเขา
“ผมรู้สึกภูมิใจอย่างมากเมื่อครอบครัวผม โดยเฉพาะคุณย่า ได้เจอลุงโฮ เมื่อคุณย่าเล่าให้พวกเราฟัง คำพูดและสายตาของท่านก็เต็มเปี่ยมด้วยความทราบซึ้งและภาคภูมิ”
Almy สมาชิกรุ่นที่ 4 ในครอบครัวใหญ่ของนางตู๊ |
สำหรับ Almy สมาชิกรุ่นที่ 4 ในครอบครัวใหญ่ของนางตู๊ แม้ยังไม่มีโอกาสไปเวียดนาม แต่เขาเองยังคงมีความรู้สึกคุ้นเคยในเรื่องเล่าต่างๆ จากคุณย่า ซึ่งทำให้เขาอยากค้นคว้าศึกษาเกี่ยวกับประเทศ วัฒนธรรม และผู้คนเวียดนามมากขึ้น เพื่อเก็บข้อมูลเขียนวิทยานิพนธ์ระดับมหาวิทยาลัย เธอเผยว่า เมื่อเจออุปสรรคในการค้นหาเอกสารหรือนึกคำศัพท์ภาษาเวียดนามไม่ออก Almy จะเดินไปหาคุณย่า เพื่อรับฟังเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับเวียดนาม พร้อมรับประทานอาหารเวียดนามจากคุณย่า ซึ่งช่วยเติมพลังในการเขียนวิทยานิพนธ์ให้กับเธอ โดยวิทยานิพนธ์ที่มีความยาว 95 หน้าในหัวข้อ “ความพยายามทางการทูตของอินโดนีเซียในการผลักดันจำนวนนักท่องเที่ยวจากเวียดนามระยะปี 2019-2023” ของเธอได้รับคะแนนที่ดี พร้อมสร้างความประทับใจให้กับอาจารย์และเพื่อนๆ ในมหาวิทยาลัย
“อาจเพราะความรักประเทศเวียดนามที่มีอยู่ในใจเสมอทำให้ผลงานการเขียนวิทยานิพนธ์ออกมาได้ดีเช่นนี้ การที่ฉันเลือกหัวข้อเกี่ยวกับการท่องเที่ยวคือเพราะอยากนำเสนอภาพลักษณ์เกี่ยวกับประเทศเวียดนามสู่สายตาเพื่อนๆ ชาวอินโดนีเซีย ซึ่งฉันหวังว่า จะมีคนอินโดนีเซียไปเที่ยวเวียดนามและคนเวียดนามเดินทางมาเที่ยวอินโดนีเซียมากขึ้น ฉันรู้สึกภูมิใจกับแผ่นดินถิ่นเกิดของคุณปู่คุณย่า”
ทั้งนี้ การเรียนภาษาเวียดนาม พร้อมทำงานเกี่ยวข้องกับประเทศเวียดนามเพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ ล้วนเป็นสิ่งที่เธอต้องการทำตามความฝันและความทะเยอทะยานหลังก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัย









