เหตุการณ์นี้ไม่เพียงยุติการปกครองของระบอบอาณานิคมและศักดินาเท่านั้น แต่ยังเป็นการปฏิวัติเพื่อมนุษย์ เพื่อสิทธิในการดำรงชีวิต สิทธิเสรีภาพ และสิทธิในการแสวงหาความสุข นับตั้งแต่ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ดังกล่าว ความสุขของประชาชนได้กลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ถูกระบุในรัฐธรรมนูญในทุกระยะของการพัฒนาประเทศ
การส่งเสริมและนำคุณค่าความก้าวหน้าของมนุษยชาติมาปฏิบัติอย่างจริงจัง
การปฏิวัติเดือนสิงหาคมไม่เพียงมีความสำคัญต่อประชาชาติเท่านั้น แต่ยังสะท้อนคุณค่าด้านมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนอีกด้วย โดยได้แก้ไขปัญหาสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของประชาชนเวียดนามถึงต้นตอของปัญหา จากสถานการณ์ที่ประชาชนถูกดันจนเกือบถึงขอบเหวแห่งความสูญสิ้นจากเหตุการณ์ทุพภิกขภัยเมื่อปี 1945 ซึ่งเกิดจากระบอบฟาสซิสต์และอาณานิคม ประกอบกับภัยธรรมชาติและการเก็บเกี่ยวที่ล้มเหลว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2 ล้านคน ประชาชนเวียดนามได้ทวงคืนสิทธิในการเป็นเจ้าของประเทศ สิทธิในการดำรงอยู่ และสิทธิในการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่เป็นธรรม
ทั้งนี้ การปฏิวัติไม่เพียงแต่เปลี่ยนแปลงชะตากรรมของชาติเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของประชาชนแต่ละคนด้วย โดยภายใต้ระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตยแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประชาชนได้รับการเรียกว่า “พลเมือง” เป็นครั้งแรก ได้รับสิทธิและหน้าที่อย่างเท่าเทียมกันตามกฎหมาย ในช่วงแรกที่ประเทศได้รับเอกราช แม้ว่าต้องเผชิญกับความยากลำบากรอบด้าน แต่รัฐบาลเฉพาะกาลยังคงประกาศใช้นโยบายด้านมนุษยธรรมหลายประการ เช่น การยกเลิกภาษี การจัดมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภาวะอดอยาก และการผ่อนปรนภาระของประชาชน ซึ่งระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตยที่เพิ่งก่อตั้งขึ้น ได้จัดการเลือกตั้งโดยใช้สิทธิออกเสียงทั่วไป เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกชนชั้นสามารถใช้สิทธิเลือกตั้งและลงสมัครรับเลือกตั้งได้ โดยเมื่อปี 1946 ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกยังคงถกเถียงกันเกี่ยวกับสิทธิในการเลือกตั้งของสตรี การเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกของเวียดนามก็ได้ยอมรับสิทธิของสตรีในการเลือกตั้งและลงสมัครรับเลือกตั้งอย่างเท่าเทียม ซึ่งนี่ไม่เพียงเป็นก้าวสำคัญทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า เวียดนามไม่ได้อยู่นอกกระแสหรือตามหลังคุณค่าความก้าวหน้าของมนุษยชาติ หากได้ริเริ่มนำคุณค่าเหล่านั้นมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่วันแรกของการก่อตั้งประเทศ
ยึดมั่นเป้าหมายการพัฒนาเพื่อประชาชนและเพื่อความผาสุกของประชาชน
จากการสานต่อคุณค่าความก้าวหน้าของการปฏิวัติเดือนสิงหาคม พรรคและรัฐเวียดนามได้ยึดถือมาโดยตลอดว่า ประชาชนคือรากฐาน เป้าหมาย และพลังขับเคลื่อนของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยในการพบปะกับบรรดาผู้นำที่ไม่ลงรับเลือกตั้งในวาระที่ 14 เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม เลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศ โตเลิม ได้ยืนยันว่า
“แต่ละยุคสมัยต่างก็มีบริบทและภารกิจที่แตกต่างกัน แต่ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือการรับใช้ประเทศและรับใช้ประชาชน ประวัติศาสตร์ไม่ได้เรียกร้องให้คนรุ่นหลังต้องทำซ้ำแนวทางของคนรุ่นก่อน แต่เรียกร้องให้แต่ละยุคสมัยต้องยึดมั่นในอุดมการณ์และเป้าหมายของพรรค รู้จักสืบทอดสิ่งที่ดีงาม และมีความกล้าหาญเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงใหม่อย่างสร้างสรรค์เพื่อปฏิบัติภารกิจของยุคสมัยของตนให้สำเร็จ”
ในความเป็นจริง ตลอดระยะเวลา 81 ปีที่ผ่านมา การปรับปรุงระบบกฎหมายให้สมบูรณ์ โดยมีการค้ำประกันสิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายและชอบธรรมของประชาชนเป็นศูนย์กลางและเป็นภารกิจสำคัญมาโดยตลอด โดยรัฐธรรมนูญปี 2013 เป็นครั้งแรกที่มีบทบัญญัติถึง 36 มาตราที่กำหนดโดยตรงเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและสิทธิของพลเมือง นอกจากนี้ ยังมีการประกาศใช้กฎหมายเฉพาะด้านจำนวนมาก เช่น ประมวลกฎหมายแพ่ง ประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายว่าด้วยเด็ก กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคทางเพศ และกฎหมายว่าด้วยคนพิการ เพื่อทำให้สิทธิต่าง ๆ มีความเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ครอบคลุมรอบด้านและสอดคล้องกับบริบทภายในประเทศและมาตรฐานสากลมากขึ้น
ควบคู่กันนั้น ระบบหลักประกันทางสังคมก็ได้รับการขยายขอบเขตและยกระดับคุณภาพอย่างต่อเนื่อง โดยจนถึงสิ้นปี 2025 อัตราความครอบคลุมของการประกันสุขภาพอยู่ที่มากกว่า 95% ของประชากร ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีมา ที่น่าสังเกตคือ การขยายความครอบคลุมของการประกันสุขภาพได้เข้าถึงกลุ่มเปราะบาง คนยากจน ผู้มีฐานะใกล้ยากจน ชนกลุ่มน้อย ตลอดจนประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร และพื้นที่ที่มีความยากลำบากเป็นพิเศษ อัตราเด็กที่ได้เข้าเรียนและสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาอยู่ที่มากกว่า 98% ขณะที่คนพิการ ผู้สูงอายุ และชนกลุ่มน้อยได้รับประโยชน์จากนโยบายสนับสนุนด้านการจ้างงาน การพัฒนาอาชีพและการดำรงชีพจำนวนมาก
ในแนวทางสำคัญของการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามสมัยที่ 14 ปัจจัยเรื่อง “คน” ได้รับการวางไว้เป็นศูนย์กลางมาโดยตลอด และขณะนี้แนวคิดดังกล่าวกำลังถูกนำไปปฏิบัติผ่านนโยบายที่เป็นรูปธรรม เช่น เมื่อเร็วๆนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้เสนอรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ขณะที่ภาคการศึกษามุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีมนุษยธรรม และท้องถิ่นต่างๆลงทุนในพื้นที่สีเขียว ระบบสถาบันทางวัฒนธรรมและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน นั่นคือ การพัฒนา “เพื่อประชาชน” ส่วนในระดับท้องถิ่น กรุงฮานอยถือเป็นตัวอย่างที่โดดเด่น โดยได้กำหนดเป้าหมายในการสร้าง “เมืองหลวงที่มีเอกลักษณ์วัฒนธรรม อารยธรรมและทันสมัย” ซึ่งเบื้องหลังเป้าหมายดังกล่าวคือแนวคิดว่า การพัฒนาไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อให้เมืองเติบโตใหญ่ขึ้นเท่านั้น แต่เพื่อให้ประชาชนมีความสุขมากยิ่งขึ้น นาย หวู ด่าย ทั้ง ประธานคณะกรรมการประชาชนกรุงฮานอย กล่าวว่า
“ปัจจุบัน แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันการพัฒนายังคงมาจากภาคบริการ แต่ตั้งแต่ปี 2027-2028 เป็นต้นไป อุตสาหกรรมและสาขาอาชีพใหม่ๆที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงสาขาที่มีความสำคัญต่อสังคมและวัฒนธรรม เช่น สาธารณสุขและสังคมสงเคราะห์ จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญอย่างยิ่งในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างรอบด้าน”
ตลอดระยะเวลา 81 ปีที่ผ่านมา เส้นทางการพัฒนาของเวียดนามได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ประเทศที่ให้ความสำคัญและเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริงคือประเทศที่พยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้ดำรงชีวิตอย่างสันติ มีหลักประกันทางสังคมที่มั่นคง และมีโอกาสพัฒนาอย่างรอบด้าน สิ่งนี้ไม่เพียงเป็นผลพวงจากชัยชนะของการปฏิวัติเดือนสิงหาคมเท่านั้น หากยังเป็นหลักการบริหารประเทศของเวียดนามในโลกที่มีการบูรณาการและเชื่อมโยงกันมากขึ้น./.








