![]() ข้อตกลงเอฟทีเอสร้างโอกาสมากมายให้แก่สถานประกอบการเวียดนาม
|
จนถึงขณะนี้ เวียดนามได้เข้าร่วมและเสร็จสิ้นการเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงเอฟทีเอทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคีรวม๑๒ฉบับ โดยข้อตกลงเอฟทีเอ๘ฉบับเริ่มมีผลบังคับใช้ ซึ่งข้อตกลงเอฟทีเอยุคใหม่ที่เสร็จสิ้นการเจรจาได้แก่ ข้อตกลงเอฟทีเอระหว่างเวียดนามกับสหภาพยุโรปและข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกหรือทีพีพี จากการเจรจาและการลงนามข้อตกลงเอฟทีเอหลายฉบับ เวียดนามกำลังผสมผสานอย่างกว้างลึกและได้รับการชื่นชมจากหุ้นส่วนต่างๆ นาง Charlotte Laursen เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำเวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกที่เข้าร่วมการเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงเอฟทีเอระหว่างเวียดนามกับอียูได้ให้ข้อสังเกตว่า “ฉันมีความประทับใจต่อความตั้งใจของรัฐบาลเวียดนามในการเสร็จสิ้นการเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงเอฟทีเอระหว่างเวียดนามกับอียูและข้อตกลงทีพีพี จากแผนการร่วมมือที่เต็มไปด้วยศักยภาพ เวียดนามจะได้รับผลประโยชน์ต่างๆจากข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งก็หมายความว่า เวียดนามก็ต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่เพื่อได้รับผลประโยชน์จากข้อตกลงดังกล่าว”
![]() สถานประกอบการเวียดนามต้องเป็นฝ่ายรุกเพื่อใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเอฟทีเอ
|
แน่นอนว่า กำแพงกีดกันทางเทคนิคและระบบการควบคุมสุขอนามัยพืชที่เข้มงวดเป็นสิ่งที่ขัดขวางสินค้าเวียดนามในการเจาะตลาดของประเทศหุ้นส่วน นอกจากนี้ สถานประกอบการเวียดนามต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่คือ การแข่งขันกับสินค้าที่มีราคาถูกและมีคุณภาพสูงจากประเทศหุ้นส่วนในตลาดภายในประเทศ ดังนั้น รัฐบาล กระทรวง หน่วยงานและสถานประกอบการเวียดนามต้องตระหนักได้ดีเกี่ยวกับความท้าทายดังกล่าวเพื่อแสวงหามาตรการแก้ไข นาง เหงวียนแองทู รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์สังกัดมหาวิทยาลัยแห่งชาติฮานอยได้เผยว่า “ปัจจุบัน เวียดนามกำลังผลักดันการปรับปรุงบรรยากาศการประกอบธุรกิจ โดยไม่เพียงแต่ลดเวลาการทำระเบียบราชการให้แก่สถานประกอบการเท่านั้น หากยังเน้นยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและวางกลไกต่างๆอีกด้วย บรรดาสถานประกอบการต้องเป็นฝ่ายรุกมากขึ้น รัฐบาลต้องประสานงานกับสมาคมและสถานประกอบการในการวางโครงการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อให้สถานประกอบการมีความเข้าใจมากขึ้นในการใช้โอกาสและฟันฝ่าอุปสรรคในกระบวนการผสมผสาน”
ผลการวิจัยต่างๆปรากฎว่า เวียดนามจะเป็นประเทศที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดในจำนวน๑๒ประเทศที่เข้าร่วมข้อตกลงทีพีพี โดยอัตราจีดีพีของเวียดนามจะเพิ่มขึ้นกว่า๒หมื่น๓พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี๒๐๒๐ มูลค่าการส่งออกของเวียดนามในปี๒๐๒๕จะเพิ่มขึ้นเป็น๖หมื่น๘พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ข้อตกลงเอฟทีเอระหว่างเวียดนามกับอียูยังสร้างโอกาสการส่งออกใหญ่ให้แก่เวียดนามเมื่อเข้าถึงตลาดใหญ่ จากการมีความได้เปรียบต่างๆทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง แหล่งทรัพยากรธรรมชาติและกองกำลังแรงงาน เวียดนามมีโอกาสความร่วมมือมากมายทั้งด้านเงินทุน รูปแบบ วิธีการบริหารใหม่ ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้นให้แก่สถานประกอบการเวียดนาม
ภายหลัง๑๐ปีที่เข้าร่วมองค์การการค้าโลก ซึ่งเป็นนิมิตหมายแรกในกระบวนการผสมผสาน ปัจจุบัน ข้อตกลงการค้าเสรียุคใหม่จะสร้างโอกาสครั้งที่สองเพื่อการผสมผสานที่เข้มแข็งมากขึ้นของเวียดนามและจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนในการปฏิรูปกลไกและระเบียบราชการใหม่ที่มีประสิทธิภาพของเวียดนาม เวียดนามกำลังเตรียมความพร้อมเป็นอย่างดีเพื่อใช้โอกาสจากข้อตกลงเอฟทีเอได้อย่างเต็มที่.









