(VOVWORLD) -ภายหลังการปะทะ 1 เดือนระหว่างสหรัฐ อิสราเอลและอิหร่านสหรัฐได้มีข้อเสนอ 15 ข้อต่ออิหร่านเพื่อมุ่งยุติการปะทะ แต่เนื้อหาทั้ง 15 ข้อดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถลดความรุนแรงของการปะทะได้
ปฏิบัติการแรกๆ
ในหลายวันที่ผ่านมา สื่อตะวันตกได้รายงานข่าวเกี่ยวกับข้อเสนอ 15 ข้อของทางการสหรัฐก่อนที่ได้รับการยืนยันจากทูตพิเศษ สตีฟ วิตคอฟฟ์ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม แม้รายละเอียดของแผนการนี้ยังไม่ได้รับการประกาศแต่ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า สหรัฐอยากบรรลุข้อตกลงหยุดยิงภายใน 30 วัน โดยข้อเสนอ 15 ข้อของสหรัฐมีอาทิเช่น อิหร่านต้องรื้อถอนโรงงานนิวเคลียร์นาตันซ์ อิสฟาฮานและฟอร์โด และพร้อมคำมั่นจะไม่พยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อีก ส่งมอบยูเรเนียมที่เสริมสมรรถภาพให้แก่สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศหรือ IAEA เปิดทางให้ IAEA เข้าตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ที่เหลือ ห้ามทำการเสริมสมรรถภาพยูเรเนียม จำกัดพิสัยยิงและจำนวนขีปนาวุธที่มีไว้ในครอบครอง งและต้องยุติการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนสิ่งที่อิหร่านจะได้รับถ้าปฏิบัติตามข้อเสนอของสหรัฐก็มีเช่น การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดของประชาคมระหว่างประเทศ ยกเลิกกลไก "Snapback" ซึ่งเป็นกลไกที่บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรโดยอัตโนมัติ การให้ความช่วยเหลือของสหรัฐต่ออิหร่านในการพัฒนาไฟฟ้านิเคลียร์ รวมถึงการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บุเชห์ร ทูตพิเศษ สตีฟ วิตคอฟฟ์ เผยว่า
“ พวกเราจะพิจารณาทุกเรื่อง รวมทั้งการโน้มน้าวให้อิหร่านเข้าใจว่า นี่เป็นจุดเปลี่ยนและพวกเขาไม่น่ามีมาตรการที่ดีกว่านี้ ถ้าหากข้อตกลงนี้ได้รับการบรรลุ นี่จะเป็นสิ่งที่ดีมากๆ สำหรับอิหร่าน ภูมิภาคและโลก”
ปัญหาที่ต้องให้ความสนใจในปัจจุบันคือท่าทีของอิหร่าน โดยเมื่อวันที่ 26 มีนาคม สำนักข่าว Tasnim ของอิหร่านได้รายงานเกี่ยวกับข้อเสนอของอิหร่าน คือ ต้องยุติปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ต้องรับรองว่าจะไม่โจมตีอิหร่านอีก ต้องจ่ายชดเชยความเสียหายจากสงครามให้แก่อิหร่าน ยุติการโจมตีในทุกรูปแบบใส่พันธมิตรของอิหร่านในภูมิภาค ก่อนหน้านั้น นาย อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านได้ประกาศว่า
“ ข้อเสนอของสหรัฐได้รับการยื่นเสนอต่อผู้นำของอิหร่านและอิหร่านจะแสดงจุดยืนถ้าหากจำเป็น ปัจจุบัน นโยบายของพวกเราคือปกป้องประเทศ ไม่มีแผนการเจรจาและไม่มีการเจรจาใด ๆ ที่ถูกจัดขึ้น”
บรรดาผู้สังเกตุการณ์เห็นว่า ท่าทีของอิหร่านได้แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังและความแข็งแกร่ง โดยนาย Raz Zimmt ผู้อำนวยการโครงการอิหร่านของสถาบันวิจัยความมั่นคงแห่งชาติอิสราเอลให้ข้อสังเกตว่า บรรดาผู้นำอิหร่านให้ความสนใจต่อข้อตกลงหยุดยิงแต่ไม่ใช่ด้วยทุกวิถีทาง
ความเสี่ยงที่ยังคงเพิ่มขึ้น
การที่ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจเลื่อนกำหนดเส้นตายการโจมตีโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ของอิหร่านถ้าหากอิหร่านไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซออกไปเป็นวันที่ 5 เมษายน จะช่วยให้ฝ่ายต่างๆ มีเวลาเพิ่มขึ้นเพื่อพิจารณามาตรการทางการทูต ซึ่งสร้างความหวังต่อการยุติการปะทะผ่านการสนทนา แต่นาย Daniel Levy อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านการเจรจาของรัฐบาลอิสราเอลเผยว่า ทุกความพยายามสนทนาระหว่างสหรัฐกับอิหร่านต้องคำนึงถึงจุดยืนของอิสราเอลเพราะในหลายปีที่ผ่านมาอิสราเอลประสบความสำเร็จในการกำหนดเงื่อนไขการเจรจาระหว่างสหรัฐกับอิหร่านและอิสราเอลอาจมีส่วนร่วมในการเจรจานี้ถ้าจำเป็น นาย Michael Singh อดีตผู้อำนวยการสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐเกี่ยวกับตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังทำงานในสถาบันวอชิงตันได้เผยว่า ยังมีโอกาสเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลง ถ้าหากทั้งสหรัฐและอิหร่านตระหนักว่า ผลที่ตามมาของการปะทะจะหนักหน่วงมาก ทั้งสองฝ่ายอาจลงนามข้อตกลงเพื่อยุติการปะทะโดยเร็ว แต่ยังมีความเสี่ยงสูงที่การปะทะจะรุนแรงมากขึ้น ควบคู่กับมาตรการทางการทูต สหรัฐกำลังเพิ่มการปรากฎตัวทางทหารในภูมิภาค โดยสหรัฐได้ระดมทหารประมาณ 4 หมื่นนายไปยังตะวันออกกลางนับตั้งแต่ที่เกิดการปะทะ และกำลังส่งหน่วยนาวิกโยธินนับพันคนไปยังตะวันออกกลาง โดยเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ทำเนียบขาวได้เตือนว่า จะเพิ่มการโจมตีถ้าหากอิหร่านไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ทางทหาร ซึ่งสิ่งนี้อาจขัดขวางความพยายามทางการทูต นาย Klemens Fischer ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเชิงภูมิรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี ได้เตือนว่า
“สหรัฐและอิสราเอลกำลังคิดผิดเกี่ยวกับท่าทีของอิหร่านเพราะอิหร่านได้เตรียมความพร้อมให้แก่กรณีนี้มากว่า 40 ปีแล้ว พวกเขาอาจชนะในการปะทะนี้แต่ผลที่ตามมาหนักหน่วงมาก”
สำหรับอิหร่าน เจ้าหน้าที่อาวุโสของอิหร่านได้เพิ่มความระมัดระวังต่อปฏิบัติการใหม่ โดยเมื่อวันที่ 26 มีนาคม นาย โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านได้เตือนว่าเกาะแห่งหนึ่งของอิหร่านอาจถูกโจมตี ซึ่งกองกำลังของอิหร่านกำลังเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งชี้ชัดว่า ถ้าหากเกิดการโจมตีใส่อิหร่าน โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทุกแห่งของประเทศที่โจมตีอิหร่านในภูมิภาคจะกลายเป็นเป้าหมายของการตอบโต้.









