ภายในบ้านที่มีพื้นที่ 170 ตารางเมตร เลขที่ 595 ถนนเจื่องชิง แขวงนามดิ่ง จังหวัดนิงห์บิ่ง นาย เหงวียนฟีหยุง ได้จัดห้องพิเศษหนึ่งห้องเพื่อเก็บรักษาหนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์ก่อนปี 1954 โดยเขาได้รับหนังสือรับรองจากองค์การบันทึกสถิติแห่งเวียดนาม หรือ Vietnam Records Organization ให้เป็นนักสะสมหนังสือพิมพ์ที่มีจำนวนมากที่สุด คือกว่า 400,000 ฉบับในหลากหลายประเภท ซึ่งในจำนวนนี้มีกว่า 200 ฉบับเกี่ยวกับตรุษเต๊ตแห่งเอกราช โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ "Độc lập" ฉบับแรกออก วันที่ 4 กันยายนปี 1945 และฉบับที่ 2 วันที่ 7 กันยายน 1945 ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เขาเห็นว่า มีคุณค่าและหายากที่สุด นาย เหงวียนฟีหยุง เผยว่า"หนังสือพิมพ์ "Độc lập" ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 ต่างลงข่าวพิธีวันชาติของเวียดนาม ผ่านหนังสือพิมพ์ทำให้เรารู้ว่า งานมีขึ้นตั้งแต่เวลา 11. 00 น. ประชาชนจากทั้งในและนอกเมืองได้เดินทางมุ่งหน้าสู่จัตุรัสบาติ่ง ราวๆ 500,000 คน หนังสือพิมพ์ยังได้บันทึกไว้ว่า พิธีเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาเริ่มขึ้นในเวลา 14.00 น. ซึ่งนี่เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่คนรุ่นปัจจุบันหลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อน"
นาย หยุง เผยว่าจากการสะสมและเก็บรักษาหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับวันชาติที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 1945 จนถึงปัจจุบันได้เกือบสมบูรณ์ หนังสือพิมพ์ "Nhân Dân" หรือประชาชน ฉบับวันที่ 2 กันยายน 1975 ถือเป็นฉบับที่มีการพิมพ์สวยงามที่สุด แม้ว่าเทคโนโลยีการพิมพ์ในยุคนั้นยังไม่ทันสมัยก็ตาม โดยข่าวการเฉลิมฉลองวันชาติ 2 กันยายนได้รับการเสนอ โดดเด่นด้วยภาพวาดที่รวบรวมกิจกรรมต่างๆ ที่สะท้อนบรรยากาศอันคึกคักของการชุมนุมของประชาชน พร้อมภาพถ่ายประธานโฮจิมินห์และธงแดงดาวเหลือง
"หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ถูกออกแบบด้วยสีสันที่สดใสมาก มีรูปภาพมากมายที่แสดงให้เห็นถึงพิธีสวนสนามและขบวนพาเหรดในวันนั้นอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา ถ่ายทอดบรรยากาศที่ชื่นมื่นและความปิติยินดีในการฉลองวันรวมประเทศเป็นเอกภาพของประชาชนทุกคนได้เป็นอย่างดี"
นอกจากการเก็บรักษาหนังสือพิมพ์เก่าที่ลงข่าวตรุษเต๊ตแห่งเอกราช หรือวันชาติ 2 กันยายนแล้ว นาย เหงวียนฟีหยุง ยังมีชุดสะสมแสตมป์ที่ออกเนื่องในโอกาสวันชาติอีกด้วย โดยเฉพาะชุดแสตมป์รูปประธานโฮจิมินห์ 5 สีที่แตกต่างกัน ซึ่งจัดพิมพ์โดยไปรษณีย์เวียดนามเมื่อปี 1946 เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีวันชาติ
เพื่อเก็บรักษาคุณค่าของชุดสะสมเหล่านี้ นาย หยุง ได้ติดตั้งเครื่องปรับอากาศและเครื่องดูดความชื้นในห้องจัดแสดง สำหรับหนังสือพิมพ์ฉบับที่หายาก เขารักษาด้วยการห่อหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับด้วยแผ่นพลาสติกม้วนเป็นท่อน แล้วจัดเก็บไว้ในตู้กระจก "ผ่านสงครามและสภาพอากาศ หนังสือพิมพ์กระดาษเหล่านั้นย่อมได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากแต่ก็ยิ่งมีค่ามากขึ้น มาถึงขณะนี้ ผมรู้สึกโชคดีมากที่ได้เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ที่มีความหมาย เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของประชาชาติที่เรารับรู้จากสื่อหนังสือพิมพ์ทำให้เรารู้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ใช่ว่าหลายคนสามารถรับรู้ได้ ซึ่งนั่นเป็นรายละเอียดที่น่าสนใจแห่งการปฏิวัติสูงมาก"
ไม่เพียงแต่นักสะสมเอกชนเท่านั้น ที่พิพิธภัณฑ์จังหวัดนิงบิ่งยังคงเก็บรักษาเอกสารเกี่ยวกับตรุษเต๊ตแห่งเอกราชไว้อีกมากกว่า 200 ฉบับ งานตรวจสอบและจัดทำบัญชีที่นี่ไม่เพียงแต่เป็นการนับจำนวนเท่านั้น หากยังต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดทางเทคนิคที่เข้มงวดอีกด้วย ทุกครั้งที่นำเอกสารชุดนี้ออกมา เจ้าหน้าที่จะต้องเตรียมโต๊ะพื้นผิวเรียบ ปูแผ่นพลาสติกยืดหยุ่นและกระดาษไร้กรด (Acid-free paper) เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรีย ผู้ตรวจสอบต้องใส่ชุดปฏิบัติงานเฉพาะทาง ใส่หน้ากากอนามัยและถุงมือ เพื่อป้องกันไม่ให้เหงื่อทำลายเอกสารเหล่านี้ นาง ฝ่ามถิลวาน รองหัวหน้าแผนกตรวจสอบและเก็บรักษา พิพิธภัณฑ์จังหวัดนิงห์บิ่งกล่าวว่า
"พวกเราไม่ได้ตรวจสอบแค่จำนวนเท่านั้น แต่ยังต้องใส่ใจตรวจสอบสภาพของเอกสารด้วย ว่า เอกสารถูกแมลงแทะ มีการฉีกขาด หรือมีสภาพเปลี่ยนไปหรือไม่ หรือตัวหนังสือเลือนลางไหม เพื่อที่เราจะได้กำหนดมาตรการในการปกป้องเอกสารเหล่านั้น"
ภายในห้องเทคนิคการเก็บรักษา เอกสารจะได้รับการจัดการผ่านหลายขั้นตอน เช่น การรีดให้เรียบ การกำจัดฝุ่น การจัดการรอยย่นด้วยเตารีดกำลังไฟต่ำ ทุกขั้นตอนล้วนต้องอาศัยความระมัดระวังเป็นอย่างสูง นาย เหงวียนเหมินเท้ หัวหน้ากลุ่มเทคนิคการเก็บรักษาเอกสาร พิพิธภัณฑ์จังหวัดนิงบิ่ง เผยว่า
"สำหรับเอกสารที่ฉีกขาด เราจะใช้วิธีการซ่อมแซมด้วยกระดาษ ส่วนสำหรับเอกสารที่ตัวอักษรเลือนหาย ขาดหาย หรือลวดลายสูญหายไป เราจะประสานงานกับบรรดาช่างศิลป์และจิตรกรเพื่อฟื้นฟูรายละเอียดที่จางไป ด้วยวิธีการเหล่านี้ พิพิธภัณฑ์จังหวัดนิงบิ่งจึงประสบความสำเร็จในการเก็บรักษาเอกสารเกี่ยวกับการฉลองวันชาติและประธานโฮจิมินห์ได้เป็นจำนวนมาก"
แม้ตัวอักษรและรูปภาพบนหนังสือพิมพ์จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองไปตามกาลเวลา แต่ก็ได้มีส่วนเก็บรักษาความทรงจำทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้การปฏิวัติเดือนสิงหาคมและวันชาติ 2 กันยายนยังคงทรงคุณค่า เด่นชัด มีชีวิตชีวา และเต็มความภาคภูมิใจในความทรงจำของคนรุ่นหลัง.







