ในภาษาของเผ่าจาม ขนมขิงเรียกว่า “Ginrong Laya” มีลักษณะคล้ายรากขิงและมีรสชาติเด่นของขิง สำหรับชาวจาม การทำขนมขิงไม่ใช่แค่การเตรียมอาหาร แต่ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ในชุมชนอีกด้วย นี่เป็นเมนูสำคัญของเทศกาลต่างๆ โดยเฉพาะเทศกาล กาเต ซึ่งเป็นเทศกาลพื้นบ้านอันศักดิ์สิทธิ์ มีเอกลักษณ์ และสำคัญมากของชุมชนเผ่าจาม ขนมขิงเป็นขนมที่ทำด้วยมือล้วนจึงต้องใช้ทักษะและความเอาใจใส่จากผู้ทำ นอกจากรูปทรงเป็นรากขิงแบบดั้งเดิมแล้ว ปัจจุบันหลายคนยังเพิ่มรูปทรงอื่นๆที่สะท้อนวิถีชีวิตของชุมชนเผ่าจาม เช่น รูปปลา ปะการัง หรือสัญลักษณ์แห่งโชคลาภ หลังจากปั้นเป็นรูปทรงต่างๆแล้ว ชาวบ้านจะนำขนมไปทอดในน้ำมัน โดยระหว่างการทอดจะต้องใช้ตะเกียบและตะหลิวค่อยๆกดทั้งสองด้านของขนมอย่างต่อเนื่องเพื่อคงรูปทรงเดิมไว้ เมื่อขนมเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองจะนำไปจุ่มในน้ำเชื่อมที่ทำจากน้ำตาลและขิงสด จากนั้นนำไปตากแห้งเพื่อให้กรอบและเก็บได้นานขึ้น ขนมขิงที่ดีควรมีเปลือกนอกสีขาวเรียบ กรอบ มีรสหวานเล็กน้อย และมีกลิ่นขิงอ่อนๆ คุณเหงวียน ถิ สัน จากหมู่บ้านติ๋งหมี ตำบลห่งท้าย จังหวัดเลิมด่ง กล่าวว่า “ส่วนผสมที่จำเป็นในการทำขนมขิงมีไข่ แป้งข้าวเหนียว และน้ำตาล สำหรับรสชาติต้องใส่ขิงและวานิลลาลงไปเพื่อให้มีกลิ่นหอม ขนมขิงเป็นเมนูสำคัญที่ขาดไม่ได้ในงานฉลองปีใหม่ของชาวจาม เป็นขนมไว้ถวายบรรพบุรุษ”
ขนมขิงมีความเกี่ยวข้องกับตำนานความรักของหนุ่มสาวเผ่าจาม โดยมีเรื่องเล่าว่า นางสาว Nai Chrao Cho Phò ซึ่งเป็นตัวละครหญิงในตำนานเผ่าจามที่รอคอยสามีซึ่งออกไปรบในเขตทะเลห่างไกลทุกวัน ด้วยความคิดถึงเธอจึงทำขนมขิง Ginrong Laya แล้วส่งลงทะเลพร้อมกับข้อความฝากไปกับกุ้งปลาว่าสามีจะกลับบ้านโดยเร็ว แต่เวลาผ่านไปนานแสนนานสามีของเธอก็ไม่กลับมา เธอรู้สึกโศกเศร้าจนกลายร่างเป็นก้อนหินอยู่ริมทะเล ส่วนขนมขิงกลายเป็นแนวปะการังหลากสีสันใต้ทะเล ก่านา ตั้งแต่นั้นมา ขนมขิงจึงถือเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ในชีวิตคู่ ในชีวิตที่เร่งรีบในปัจจุบัน เพื่อเป็นการอนุรักษ์งานฝีมือนี้ของชนเผ่าจาม นางด่างถิมาย ชาวหมู่บ้านติ๋งหมี ตำบลห่งท้าย จังหวัดเลิมด่ง ได้รวมกลุ่มสตรีฝีมือดีมาทำขนมขิงด้วยกัน ในตอนแรกก็ไม่ค่อยมีคนสนใจสั่งซื้อมากนักแต่ต่อมาขนมขิงติ๋งหมีก็ได้รับการประชาสัมพันธ์เป็นที่รู้จักกว้างขวางและได้รับคำสั่งซื้อมากมายจากทั้งในและนอกจังหวัดโดยเฉพาะในช่วงวันหยุดและเทศกาลตรุษเต๊ต “แป้งหนึ่งกิโลกรัมทำขนมได้ 40 ชิ้น ได้เงิน 6แสนด่ง (ประมาณ 23 ดอลลาร์สหรัฐ) โดยคนทำขนมได้รับค่าจ้างคนละ 2แสนด่ง (เกือบ 8 ดอลลาร์สหรัฐ) และคนทอดได้รับค่าจ้างเพิ่มอีกเล็กน้อย ฉันได้รับใบสั่งซื้อขนม 10 กิโลกรัม ซึ่งหักค่าแรงอยู่ที่ 2 ล้านด่ง (มากกว่า 76 ดอลลาร์สหรัฐ) รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ แล้ว ฉันได้กำไร 1 ล้านด่ง (กว่า 38 ดอลลาร์สหรัฐ) โดยการทำขนมนี้ก็เพื่ออนุรักษ์อาชีพดั้งเดิมและสร้างรายได้เสริมให้กับสตรีในชุมชน”
ทั้งนี้เพื่อพัฒนาอาชีพหัตถกรรมทำขนมขิงพื้นบ้าน สหภาพสตรีตำบล ห่งท้าย ได้ริเริ่มโครงการ "สตรีสตาร์ทอัพ - อนุรักษ์งานหัตถกรรมดั้งเดิม" โดยมีสมาชิก 10 คน และปัจจุบันอาชีพทำขนมขิงของชุมชนเผ่าจามในหมู่บ้านติ๋งหมี มีศักยภาพที่จะได้รับการรับรองให้เป็นผลิตภัณฑ์ OCOP รายการแรกของตำบล ห่งท้าย จังหวัดเลิมด่ง นาง Mạch Thị Xuân Thùy หัวหน้าสหภาพสตรีตำบล ห่งท้าย กล่าวว่า “ทางสหภาพสตรีตำบล ห่งท้าย ได้ให้การสนับสนุนสตรีในด้านต่างๆ เช่น การฝึกอบรมด้านเทคนิค การจัดหาวัตถุดิบเบื้องต้น การออกแบบบรรจุภัณฑ์และฉลาก รวมทั้งการเชื่อมโยงเพื่อหาตลาดการบริโภคผลิตภัณฑ์และแนะนำการประยุกต์ใช้ดิจิทัลในการส่งเสริมการขายสินค้า เพื่อร่วมส่งเสริมการสร้างแบรนด์ขนมขิงพื้นเมืองหมู่บ้านติ๋งหมี ตำบล ห่งท้าย”
เมื่อเทศกาลต่างๆของชุมชนเผ่าจาม เช่น เทศกาล กาเต รามือวัน หรือริจานูการ์ กำลังใกล้เข้ามา สตรีในหมู่บ้านจะมารวมตัวกันเพื่อเตรียมทำขนมขิงพื้นบ้าน ขนมขิงจะถูกเสียบด้วยไม้ไผ่ ปักไว้รอบท่อนไม้ที่ตกแต่งอย่างสวยงามแล้วจัดอย่างเรียบร้อยบนแท่นบูชาพร้อมกับขนมแบบดั้งเดิมอื่นๆ สำหรับชนเผ่าจาม ขนมขิงเป็นเครื่องบูชาบรรพบุรุษ พร้อมความปรารถนาให้มีชีวิตที่สงบสุขและเจริญรุ่งเรือง./.







