ที่น่าสนใจคือ หลายท้องถิ่นมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้อันดับด้านการเติบโตของ GRDP ใน 9 เดือนแรกของปีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูงได้ส่งผลต่อการบริหารและการดำเนินงานของแต่ละท้องถิ่นอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยเชื่อมโยงกับความรับผิดชอบของแต่ละจังหวัด นคร และทางการปกครองทุกระดับ

ภาพรวมของการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของท้องถิ่นต่างๆกำลังได้รับการเสริมความแข็งแกร่งมากขึ้น

แรงขับเคลื่อนจากการเติบโตของท้องถิ่น

จังหวัดและนคร 5 แห่งที่มีอัตราการเติบโตของ GRDP สูงสุดในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ยังคงติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของท้องถิ่นที่มีอัตราการเติบโตของ GRDP สูงสุดในช่วง 6 เดือนแรกของปี โดยนครกว๋างนิงห์ครองอันดับหนึ่ง โดยมีอัตราการเติบโตของ GRDP ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ 12.54% เฉพาะในไตรมาสที่ 3 มีอัตราการเติบโตสูงถึง 15.04%

ซึ่งแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งของกว๋างนิงห์มาจากทั้งการเบิกจ่ายเงินลงทุนภาครัฐ การเติบโตของภาคการผลิตอุตสาหกรรม และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลไปยังธุรกิจบริการต่างๆ เช่น ร้านอาหาร ที่พัก ธุรกิจนำเที่ยว และการขนส่ง นาง เหงวียนถวี่เอียน รองผู้อำนวยการสำนักงานวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว นครกว๋างนิงห์ กล่าวว่า

“เราได้เสนอและดำเนินมาตรการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การประชาสัมพันธ์ไปจนถึงการจัดทำกลไกและนโยบายเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านการท่องเที่ยว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงด้านอื่นๆเพื่อให้การท่องเที่ยวของกว๋างนิงห์พัฒนาไปสู่ความทันสมัยและได้มาตรฐานในระดับที่สูงขึ้น”

ในไตรมาสที่ 3 กว๋างนิงห์มีโครงการจำนวนมากที่ใช้เงินลงทุนขนาดใหญ่เริ่มดำเนินการ เช่น การก่อสร้างอาคารสูง คอมเพล็กซ์เชิงพาณิชย์และบริการ ตลอดจนโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆที่อยู่ในแผนดำเนินการช่วงปี 2025-2026

ทั้งนี้ ภาคการผลิตอุตสาหกรรมยังคงเป็นจุดเด่นของภาพรวมการเติบโตของนครกว๋างนิงห์ โดยมีการขยายตัวทั้งในด้านขนาดการผลิตและจำนวนโครงการ ซึ่งคาดว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026 ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมแปรรูปและการผลิตของท้องถิ่นจะเพิ่มขึ้น 33.59% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับ 4 อันดับรองลงมาจากนครกว๋างนิงห์ ได้แก่ จังหวัดห่าติ๋ง นครไฮฟอง นครบั๊กนิงห์ และจังหวัดนิงบิ่ง โดยทั้ง 5 ท้องถิ่นล้วนมีอัตราการเติบโตมากกว่า 11% ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี

ฐานพลังใหม่ของการเติบโต

ประเด็นที่น่าสนใจในภาพรวมการเติบโตครั้งนี้คือ แผนที่การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามกำลังมีฐานพลังใหม่เพิ่มขึ้น โดยความสามารถในการผลิตได้รับการเสริมสร้าง โครงการขนาดใหญ่เริ่มแสดงประสิทธิภาพ ภาคบริการฟื้นตัว การเบิกจ่ายเงินลงทุนภาครัฐรวดเร็วมากขึ้น ขณะที่ปัญหาและอุปสรรคที่คั่งค้างอยู่เป็นเวลานานบางส่วนกำลังได้รับการแก้ไขอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งเมื่อท้องถิ่นจำนวนมากสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนของตนเองได้ จะช่วยเสริมสร้างพื้นฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ผลดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อเวียดนามตั้งเป้าหมายการเติบโตของ GDP ในปีนี้ที่ 10% ขึ้นไปเพราะแม้ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่จะมีขนาดและพลังขับเคลื่อนสูงเท่าไหร่ แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะรับภาระการเติบโตของทั้งประเทศได้ ดังนั้น การที่แต่ละจังหวัดและนครสามารถมีส่วนร่วมผ่านศักยภาพ ข้อได้เปรียบ และแหล่งพลังที่ตนเองมีอยู่ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของปีนี้อยู่ที่แนวทางการมอบหมายหน้าที่และการชี้นำการดำเนินงาน โดยมติที่ 169 ของรัฐบาลว่าด้วยเป้าหมายการเติบโตของท้องถิ่นในปี 2026 ได้แปรความรับผิดชอบของทั้ง 34 จังหวัดและนครอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านชุดตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จำนวน 32 ตัวชี้วัด ซึ่งใช้สำหรับทั้งปี 2026 และช่วงปี 2026-2030 โดยเมื่อเป้าหมายถูกกำหนดเป็นตัวเลขที่ชัดเจน ความรับผิดชอบจึงไม่สามารถหยุดอยู่เพียงคำมั่นสัญญา ซึ่งแต่ละท้องถิ่นต้องจัดทำแผนและสถานการณ์จำลองการเติบโต ติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ระบุปัญหาที่ค้างคา และเร่งแก้ไขอุปสรรคที่อาจส่งผลต่อผลลัพธ์ในท้ายที่สุด การกระจายอำนาจผสานกับความรับผิดชอบที่สูงขึ้น โดยท้องถิ่นมีอำนาจในการตัดสินใจและความริเริ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องชี้แจงได้อย่างชัดเจนถึงประสิทธิผลของการตัดสินใจของตน

ทั้งนี้ ในภาพรวมดังกล่าว กฎหมายว่าด้วยการพัฒนาเมืองมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ ซึ่งจะมีส่วนช่วยสร้างกรอบกฎหมายเพื่อปลดล็อกทรัพยากรและสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้แก่การพัฒนา รองประธานสภาแห่งชาติ เหงวียนคักดิ่งห์ ประเมินกฎหมายฉบับนี้ในการประชุมคณะกรรมาธิการสามัญสภาแห่งชาติเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า

“รูปแบบการกระจายอำนาจตามร่างกฎหมายฉบับนี้ยึดหลักการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่นอย่างรอบด้านยิ่งขึ้นตามหลักการที่ว่า ท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการและก็เป็นผู้รับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม ต้องค้ำประกันความเป็นเอกภาพของระบบบริหารราชการและหลักการใช้อำนาจรัฐตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ข้อกำหนดเกี่ยวกับกลไกและนโยบายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเมืองพิเศษ ก็ได้รับการปรับปรุงเพื่อให้มีลักษณะเฉพาะและโดดเด่นอย่างแท้จริง”

กฎหมายว่าด้วยการพัฒนาเมืองมีจุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่การเพิ่มการกระจายอำนาจและการมอบอำนาจให้แก่ท้องถิ่นในการเตรียมการและดำเนินโครงการ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้แก่ภาคธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรเงินลงทุน ขณะเดียวกัน กฎหมายยังได้กำหนดรูปแบบการพัฒนาเมืองใหม่ๆ เช่น เมืองอัจฉริยะ เมืองสีเขียว และการพัฒนาเมืองที่เชื่อมโยงกับระบบขนส่งสาธารณะ หรือ TOD ซึ่งเปิดโอกาสให้สามารถนำมูลค่าเพิ่มจากที่ดินโดยรอบศูนย์กลางการคมนาคมมาใช้ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ทั้งนี้ ภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026 สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของท้องถิ่นต่างๆกำลังได้รับการเสริมความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยช่วงที่เหลือของปีจะเป็นช่วงเวลาสำคัญต่อผลการเติบโต ซึ่งท้องถิ่นต่างๆต้องเดินหน้าส่งเสริมแรงขับเคลื่อนที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ใช้ประโยชน์จากฐานพลังใหม่ เพื่อเร่งการลงทุน ขยายการผลิต และกระตุ้นภาคส่วนต่างๆที่ยังมีศักยภาพในการเติบโตต่อไป.