
กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียได้ประกาศคำสั่งให้USAIDปิดสำนักงานและยุติปฏิบัติการทั้งหมดในรัสเซียตั้งแต่วันที่18กันยายนโดยให้เหตุผลว่าองค์การนี้พยายามขยายอิทธิพลในเวทีการเมือง ระบอบสังคมพลเรือนและการเลือกตั้งในทุกระดับผ่านการอุปถัมภ์ด้านการเงิน ซึ่งทางการมอสโคว์ยืนยันว่า สังคมพลเรือนในรัสเซียได้เติมโตอย่างเข้มแข็งแล้วและไม่ต้องการการชี้นำจากภายนอก ส่วนผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนรัสเซียหลังจากที่รัฐบาลประกาศปิดสำนักงานUSAIDในประเทศ ปรากฎว่าร้อยละ75ให้การสนับสนุนเพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ในขณะที่มีเพียงร้อยละ10.5เห็นว่าจะกระทบกระเทือนต่อสถานการณ์ของรัสเซีย ส่วนผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองในรัสเซียเห็นว่า การตัดสินใจดังกล่าวถือว่าทันการณ์และมีเหตุผล

การที่รัสเซียประกาศปิดสำนักงานUSAIDได้สร้างกระแสความเห็นที่แตกต่างกันจากนักการเมืองและสื่อต่างๆของสหรัฐ โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้ประกาศว่า สหรัฐรู้สึกเสียใจต่อเรื่องนี้และไม่เห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า USAID แทรกแซงการเมืองของรัสเซีย ส่วนวุฒิสมาชิกพรรค ริพับลิกัน จอห์น มัคเคน ได้กล่าวว่า การกระทำนี้ถือว่าเป็นการดูถูกทางการของประธานาธิบดีบารักโอบามา ในขณะที่สื่อต่างๆที่มีชื่อเสียงของสหรัฐได้ลงข่าวแสดงความเห็นว่า นี่คือก้าวเดินถอยหลังในความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับสหรัฐ เป็นการทำลายความพยายามของประธานาธิบดี บารักโอบามาเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายในเวลาที่ผ่านมา อันที่จริง การตัดสินใจครั้งนี้อยู่ในแผนการปฏิรูปการเมืองของประธานาธิบดีปูตินหลังจากชนะการเลือกตั้งอีกสมัย โดยก่อนที่นายปูตินกลับมาเป็นเจ้าของวังเครมลินอีกครั้ง บรรดานักวิเคราะห์ระหว่างประเทศก็ได้ให้ข้อสังเกตุว่า นี่คือการเริ่มต้นแห่งช่วงเวลาที่ลำบากในความสัมพันธ์ระหว่างระหว่างสหรัฐกับรัสเซีย เพราะไม่เหมือนกับนาย เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย นายปูตินยืนหยัดจุดยืนที่แข็งกร้าวในความสัมพันธ์กับสหรัฐ โดยในการหาเสียงเลือกตั้งเขาได้สร้างภาพลักษณ์ประเทศรัสเซียที่กำลังถูกคุกคามจากฝ่ายตะวันตกและหลังจากชนะการเลือกตั้ง นโยบายทั้งภายในและต่างประเทศของรัสเซียก็ได้ยึดหลักตามจุดยืนนี้ ซึ่งนับตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นายปูตินได้เน้นความสนใจขจัดภัยคุกคามที่เริ่มจากกระบวนการคัดค้านของฝ่ายค้านภายในประเทศที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาลต่างประเทศ ควบคู่กับการเพิ่มมาตรการปฏิรูปทางการเมืองและพร้อมที่จะทำการสนทนากับฝ่ายค้าน ประธานาธิบดีปูตินได้อนุมัติกฎหมายใหม่เกี่ยวกับการเดินขบวนที่เพิ่มค่าปรับต่อผู้เข้าร่วมการเดินขบวน เพิ่มความเข้มงวดในการลงโทษต่อข้อหาหมิ่นประมาทรัฐบาล เพิ่มความรัดกุมในการควบคุมการเคลื่อนไหวขององค์การที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาลต่างๆโดยกำหนดให้ต้องขึ้นทะเบียนการเคลื่อนไหวกับกระทรวงยุติธรรมและต้องยื่นรายงานการดำเนินงานในทุกๆไตรมาสต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัสเซีย นอกจากนี้รัสเซียยังตำหนิองค์กรระหว่างประเทศบางองค์กรแอบให้การสนับสนุนแก่ฝ่ายค้านในประเทศเพื่อยุยงปลุกปั่นให้เกิดการใช้ความรุนแรง แม้กระทั่งทางการสหรัฐก็ถูกตำหนิว่าอยู่เบื้องหลังการเดินขบวนครั้งใหญ่เพื่อต่อต้านรัฐบาลรัสเซียเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่พรรครัสเซียเอกภาพได้รับชนะในการเลือกตั้งสภาล่าง
ทางฝ่ายสหรัฐนั้น เมื่อขึ้นบริหารประเทศนายโอบามาก็ได้แสวงหาโอกาสต่างๆเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซียและสามารถประสบผลที่น่ายินดีในบางด้านเช่น การลงนามสนธิสัญญาว่าด้วยการควบคุมอาวุธเมื่อปี2010 แต่ถึงกระนั้นทั้งสองฝ่ายยังคงมีความขัดแย้งในหลายปัญหาตั้งแต่สถานการณ์ความรุนแรงในซีเรีย โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านไปจนถึงแผนการติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐและขบวนการวสันต์แห่งอาหรับ ซึ่งในสภาวการณ์นั้น การที่มอสโคว์ไม่ยอมรับบทบาทของUSAIDก็ถือเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับรัสเซียจะต้องเผชิญกับระยะแห่งความผันผวนครั้งใหม่./.









