(VOVworld) – ประธานาธิบดีสหรัฐ บารัค โอบาม่า เพิ่งยกเลิกคำสั่งคว่ำบาตรที่มีผลบังคับใช้เกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมาต่อเมียนมาร์ ควบคู่กันนั้น กระทรวงการคลังสหรัฐก็ได้ยกเลิกคำสั่งคว่ำบาตรด้านเศรษฐกิจและการเงินต่อเมียนมาร์ ซึ่งถือเป็นก้าวเดินแห่งประวัติศาสตร์ในกระบวนการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ภายหลัง 2 ทศวรรษที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายตกเข้าสู่ภาวะที่เย็นชา
![]() ประธานาธิบดีสหรัฐ บารัค โอบาม่า พบปะกับนาง อองซานซูจี (AFP)
|
![]() |
การแย่งชิงอิทธิพลในเมียนมาร์
การที่สหรัฐยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อเมียนมาร์ได้แสดงให้เห็นว่า สหรัฐกำลังพยายามผลักดันการขยายอิทธิพลในประเทศที่กำลังมีความคืบหน้าในการปฏิรูปและมีศักยภาพร่วมมือมากมาย โดยเฉพาะในสภาวะการณ์ที่จีนที่มีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อเมียนมาร์ก็กำลังเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศนี้
ก่อนการเยือนสหรัฐ นาง อองซานซูจี ซึ่งได้รับการประเมินว่า เป็นผู้ที่ควบคุมอำนาจส่วนใหญ่ในเมียนมาร์แม้จะไม่ได้เป็นประธานาธิบดีเมียนมาร์ตามข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญก็ได้เลือกจีนเป็นประเทศแรกในกรอบการเยือนต่างประเทศครั้งแรกนับตั้งแต่พรรคการเมืองของเธอขึ้นกุมอำนาจ โดยในกรอบการเยือน นาง อองซาน ซูจี ได้ยืนยันว่า ถึงแม้สถานการรณ์ระหว่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลง แต่เมียนมาร์ยังคงพยายามเสริมสร้างและพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมากขึ้น ดังนั้น สหรัฐก็ไม่อยากเสียโอกาสเพื่อขยายอิทธิพลในเมียนมาร์ ถ้าหากวอชิงตันยิ่งเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ การเมืองและการทหารที่ยาวนานกับเมียนมาร์มากขึ้นเท่าไหร่ สหรัฐก็ยิ่งมีเงื่อนไขมากขึ้นเท่านั้นในการแย่งชิงอิทธิพลกับจีนในเอเชียแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย ในทางเป็นจริง ในช่วงที่เมียนมาร์ถูกตะวันตกใช้มาตรการคว่ำบาตร จีนนอกจากให้การช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและการทหารแก่เมียนมาร์แล้ว ก็ยังทำการก่อสร้างระบบแนวควบคุมทางทะเลเพื่อควบคุมเส้นทางขนส่งพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียผ่านมหาสมุทรอินเดียไปยังจีน ซึ่งการถูกโดดเดี่ยวด้านเศรษฐกิจเป็นเวลา 50 ปีได้ผลักดันให้เมียนมาร์เข้าใกล้จีน โดยเฉพาะการช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ
การยกเลิกมาตรการค่ำบาตรต่อเมียนมาร์อยู่ในแผนการสำคัญของสหรัฐในเอเชียแปซิฟิก ถึงแม้สหรัฐยังคงย้ำว่า การที่สหรัฐกลับมาให้ความสนใจต่อเอเชียแปซิฟิกไม่ใช่เพื่อควบคุมจีน แต่ในทางเป็นจริง สหรัฐไม่อยากตามหลังจีนในการแย่งชิงอิทธิพลในภูมิภาค ความสัมพันธ์สหรัฐ-เมียนมาร์ที่มีความใกล้ชิดมากขึ้นก็จะนำผลประโยชน์มาสู่ทั้งสองฝ่าย นักปฏิรูปเมียนมาร์ก็เชื่อมั่นว่า การจับมือกับสหรัฐและพันธมิตรจะมีส่วนร่วมต่อการสร้างความสมดุลและลดแรงกดดันที่ต้องพึ่งพาจีน บทบาทของวอชิงตันต่อกระบวนการประชาธิปไตยเมียนมาร์มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งทางการของนาง อองซานซูจีก็ตระหนักได้ดีถึงสิ่งนี้ในกระบวนการผสมผสานและปฏิรูป.









