ต้องทำอย่างไรเพื่อให้ AI กลายเป็นมือขวาในการยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย แทนที่จะสร้างความเสี่ยงและความไม่แน่นอน นั่นคือประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในการประชุมฟอรั่มกฎหมายอาเซียน ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงฮานอย เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
หากมองในภาพรวมของภูมิภาค อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวเป็นจำนวนมาก มีการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจสูง และมีอัตราการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลที่รวดเร็วเป็นอันดับต้นๆ ของโลก อย่างไรก็ดี ความแตกต่างด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและความสามารถในการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศสมาชิก กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่เกี่ยวกับ "ช่องว่างทางดิจิทัล" (Digital Divide) จากความต้องการที่เร่งด่วนนี้ เวียดนามจึงได้ริเริ่มข้อเสนอในการเชื่อมโยงภูมิภาค สร้างพื้นที่สำหรับการสนทนาที่เปิดกว้าง เพื่อนำ AI เข้าสู่งานด้านการจัดทำและการบังคับใช้กฎหมายอย่างลึกซึ้ง ในการกล่าวปราศรัยเปิดการประชุมฟอรั่มกฎหมายอาเซียน นาย เลเตี๊ยนโจว์ รองนายกรัฐมนตรีเวียดนามได้แลกเปลี่ยน 3 หลักการในการประยุกต์ใช้ AI ในเวียดนาม พร้อมทั้งยืนยันว่า ข้อมูลต้องเปิดกว้าง AI เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุน ส่วนการตัดสินใจขั้นสุดท้ายและความรับผิดชอบทางจริยธรรมจะต้องเป็นของมนุษย์
"1คือ ต้องกำหนดให้ฐานข้อมูลเป็นระบบเปิด หากไม่มีข้อมูลที่ 'ถูกต้อง ครบถ้วน น่าเชื่อถือ ใช้ได้จริง เชื่อมโยงกัน เป็นเอกภาพ และแบ่งปันได้' ก็ไม่สามารถประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2คือต้องกำหนดให้ปัญญาประดิษฐ์เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุน ไม่สามารถทดแทนสิทธิในการตัดสินใจและความรับผิดชอบของมนุษย์ได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องจัดประเภทความเสี่ยงตามแต่ละรูปแบบการประยุกต์ใช้ในการจัดทำและการบริหารจัดการการบังคับใช้กฎหมาย โดยการประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการยกร่าง การตรวจสอบและการประเมินผลกระทบทางนโยบายจะต้องได้รับการควบคุมในระดับสูงสุด 3คือต้องตระหนักและป้องกันความเสี่ยงในการเบี่ยงเบนนโยบายตั้งแต่เนิ่นๆ "
สำหรับเวียดนาม การที่สภาแห่งชาติอนุมัติร่างกฎหมายปัญญาประดิษฐ์ และการดำเนินโครงการพัฒนาระบบพอร์ทัลกฎหมายแห่งชาติ ระยะปี 2026-2030 ได้ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ นั่นคือการเปลี่ยนจากแนวความคิด "การบริหารจัดการ" ไปสู่ "การปรับตัว" และสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนา ไม่เพียงแต่เวียดนามเท่านั้น แต่ประเทศสมาชิกอาเซียนต่างมีความตระหนักรู้ว่า AI จะมีคุณค่าอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อรับใช้มนุษย์และกฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ นาง มิลเดรด เบอร์นาเดตต์ บี. อัลวอร์ (Mildred Bernadette B. Alvor) ผู้ช่วยที่ปรึกษาหลักแห่งรัฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรมฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศที่ดำรงตำแหน่งประธานหมุนเวียนอาเซียนปี 2026 ย้ำว่า
"การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างแข็งขันนำมาซึ่งประสิทธิภาพอย่างโดดเด่นในงานรวบรวม การบริหารจัดการ และการบังคับใช้กฎหมาย อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะทันสมัยเพียงใดแต่ก็ทำหน้าที่เพียงผู้สนับสนุนเท่านั้น ไม่สามารถทดแทนความยุติธรรม ความเข้าอกเข้าใจและความรับผิดชอบที่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้ในการตัดสินทางกฎหมาย"
ไม่เพียงแต่ฟิลิปปินส์เท่านั้น แต่สิงคโปร์ — ประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยี — ก็ได้เสนอมาตรการแก้ไขทางเทคนิคที่ผสมผสานกับกรอบกฎหมายที่ยืดหยุ่น นาย ตัน ซื่อ ยาว (Tan Sze Yao) ผู้แทนกระทรวงกฎหมายสิงคโปร์ เผยว่า
"การบริหารจัดการปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ต้องการกลไกที่ยืดหยุ่น การแทรกแซงอย่างเหมาะสมพอดี แทนที่จะบังคับใช้กฎระเบียบที่ตายตัว ซึ่งล้าสมัยได้ง่าย วิธีการเข้าถึงนี้ช่วยดึงศักยภาพของเทคโนโลยีอย่างเต็มที่และสร้างพื้นที่ให้แก่นวัตกรรมใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม ความยืดหยุ่นต้องผูกติดกับหลักการพื้นฐานที่ไม่สามารถต่อรองได้ ซึ่งในนั้น เนื้อหาแกนหลักคือข้อกำหนดในการตรวจสอบข้อมูล และหลักการที่ยืนยันว่า AI เป็นเพียงผู้สนับสนุน ไม่สามารถแทนมนุษย์ในกระบวนการตัดสินใจได้ สิ่งนี้เปรียบเสมือน 'รั้วป้องกัน' เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีให้เหลือน้อยที่สุด"
นอกจากนี้ มาตรการลดช่องว่างการพัฒนาและการใช้ประโยชน์จาก AI อย่างสูงสุดในความร่วมมือทางกฎหมายระหว่างประเทศสมาชิก ก็ได้รับความเห็นชอบอย่างมาก นาย ชิน มาลิน (Chin Malin) รัฐมนตรีสำนักกระทรวงยุติธรรมกัมพูชาย้ำว่า
"สำหรับกัมพูชา ปัจจุบัน พวกเรากำลังอยู่ในกระบวนการปฏิรูประบบยุติธรรมโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ดังนั้น การเข้าร่วมฟอรั่มนี้ การร่วมมือกับเวียดนามและประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง AI สามารถช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศอาเซียนให้ดีขึ้น รวดเร็ว สะดวกและมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดี ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดยังคงเป็นความแตกต่างของระดับการพัฒนา พวกเราจำเป็นต้องก้าวหน้าไปด้วยกันและสนับสนุนกัน เพื่อใช้ประโยชน์จาก AI อย่างเต็มที่ในความร่วมมือทางกฎหมายระหว่างประเทศสมาชิก"
การประสานระหว่างปัญญาประดิษฐ์และจิตใจแห่งความสามัคคีของอาเซียนกำลังเปิดระยะใหม่ให้แก่ระบบยุติธรรมในภูมิภาคที่ทันสมัย โปร่งใสและเข้าถึงประชาชนมากขึ้น ความสำเร็จของการประชุมฟอรั่มกฎหมายอาเซียน 2026 ยังคงยืนยันถึงบทบาทในเชิงรุก ความกระตือรือร้น และความรับผิดชอบของเวียดนามในการผลักดันความร่วมมือทางกฎหมายและยุติธรรมในอาเซียน ขณะเดียวกัน ยังแสดงออกถึงคำมั่นอย่างเข้มแข็งของเวียดนามในการร่วมเดินทางกับประเทศสมาชิกอาเซียนและหุ้นส่วนระหว่างประเทศ เพื่อสร้างกรอบกฎหมายที่ทันสมัย กลมกลืน และปรับตัวเข้ากับยุคดิจิทัล มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ประชาคมอาเซียนที่เปลี่ยนแปลงใหม่ เข้มแข็ง ครอบคลุม และพัฒนาอย่างยั่งยืนตามเจตนารมณ์ของวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2045./.







.jpg)