การโจมตีมุ่งเป้าไปยังสถานที่หลายแห่งในซาอุดิอาระเบีย รวมถึงท่าอากาศยานนานาชาติ 2 แห่ง และโรงงานปิโตรเลียม 2 แห่งของบริษัทอารามโก โดยการโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติคิงคาลิดในกรุงริยาดเกิดขึ้นหลายครั้ง โดยใช้ทั้งขีปนาวุธนำวิถี ขีปนาวุธร่อน และอากาศยานไร้คนขับแบบพลีชีพ ก่อนหน้านี้ เมื่อบ่ายวันที่ 10 ตุลาคม ท่าอากาศยานแห่งนี้ถูกโจมตีเช่นกัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 13 คน โดยส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 308 คน สำหรับท่าอากาศยานอีกแห่งที่ถูกโจมตีตั้งอยู่ในเมืองดัมมาม ทางตะวันออกของซาอุดิอาระเบีย
เกี่ยวกับการโจมตีเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม นาย อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ ย้ำว่า การโจมตีใส่ประชาชนผู้บริสุทธิ์และโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งต้องยุติทันที
ส่วนนาง เออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ได้ประณามการโจมตีครั้งนี้ว่า เป็นการเพิ่มความรุนแรงที่เป็นอันตราย ซึ่งผลักดันให้ภูมิภาคเข้าสู่วงจรความรุนแรง และสร้างความไร้เสถียรภาพให้แก่ศูนย์กลางการขนส่งและพลังงานทั่วโลก จนก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนที่แผ่ขยายไปทั่วโลก พร้อมทั้งเรียกร้องให้ยุติการโจมตีใส่ประชาชนผู้บริสุทธิ์
ขณะเดียวกัน นาง คายา คัลลัส ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคง ยืนยันว่า ไม่มีเหตุผลใดที่สามารถใช้เป็นข้ออ้างในการโจมตีใส่ประชาชนผู้บริสุทธิ์และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลเรือนอย่างไม่เลือกเป้าหมายได้
ส่วนผู้นำสหรัฐ สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสต่างออกมาประณามการโจมตีดังกล่าว.
ผู้สื่อข่าว VOV ประจำอียิปต์




