การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 ภายใต้หัวข้อ “ก้าวสู่อนาคตร่วมกัน” (Navigating Our Future, Together) เน้นหารือเกี่ยวกับ 3 ประเด็นหลักได้แก่ รากฐานของสันติภาพและความมั่นคง ระเบียงแห่งการพัฒนา และการมอบอำนาจให้แก่ประชาชน

อาเซียนปรับเปลี่ยนจากแนวคิด “การปรับตัว” สู่แนวคิด “การกำหนดทิศทางเชิงรุก”

นี่เป็นการประชุมสุดยอดครั้งแรกของอาเซียนในปี 2026 ซึ่งมีขึ้นประจวบกับเวลาที่อาเซียนย่างเข้าสู่ระยะแห่งการพัฒนาใหม่หลังจากเสร็จสิ้นการปฏิบัติวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2025 ซึ่งความท้าทายในปัจจุบันของอาเซียนไม่เพียงแต่เป็นปัญหาด้านการค้าและการเชื่อมโยงภายในกลุ่มเท่านั้นหากยังขยายไปสู่การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน การปรับเปลี่ยนแห่งสีเขียว การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ความมั่นคงด้านพลังงาน และความเสี่ยงของการแตกแยกทางเศรษฐกิจโลกอีกด้วย ในสภาวการณ์ดังกล่าว หัวข้อที่ฟิลิปปินส์เลือกสำหรับปีประธานอาเซียน 2026 คือ “ก้าวสู่อนาคตร่วมกัน”ได้สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดของภูมิภาคคือธำรงบทบาทการเป็นผู้เดินหน้า ไม่ปล่อยให้ตกเข้าสู่กระแสการแข่งขันระหว่างประเทศ

จุดเด่นที่น่าสนใจของการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 คือการให้ความสำคัญต่อการธำรงความสามัคคีภายในกลุ่ม การเพิ่มทักษะความสามารถในการพึ่งตนเองเชิงยุทธศาสตร์ของอาเซียน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาเซียนกำลังปรับเปลี่ยนจากแนวคิด “การปรับตัว” สู่แนวคิด “การกำหนดทิศทางเชิงรุก” ในโลกที่ไร้เสถียรภาพ อาเซียนตระหนักได้ดีว่า ถ้าหากไม่มีทักษะความสามารถในการพึ่งตนเองด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทาน ก็อาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากการแข่งขันอำนาจในโลกได้ง่าย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ เทเรซา ลาซาโร ย้ำว่า

“ในสภาวการณ์ที่มีความผันผวนที่เร่งด่วนนี้ อาเซียนเน้นถึงประเด็นใหญ่ที่ตนเองให้บความสนใจในระยะยาว จากหัวข้อของปีประธานอาเซียน 2026 คือ “การกำหนดทิศทางเชิงรุก” อาเซียนเข้าใจได้ว่า เพื่อฟันฝ่าความไร้เสถียรภาพ ต้องมีความคล่องตัว เพิ่มทักษะความสามารถในการรับมือกับความท้าทายที่เร่งด่วนในปัจจุบัน ยืนหยัดเป้าหมายระยะยาวในประชาคมอาเซียนปี 2045”

การประชุมครั้งนี้เน้นหารือเกี่ยวกับ 3 แนวทางหลักของอาเซียนในปี 2026 ได้แก่ การเสริมสร้างปัจจัยสำคัญต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การขยายระเบียงแห่งความมั่งคั่ง การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ และการส่งเสริมการมอบอำนาจให้แก่ประชาชนอาเซียน

เวียดนาม – ต้นแบบอ้างอิงที่เป็นประโยชน์สำหรับหลายประเทศในภูมิภาค

ในสภาวการณ์ที่อาเซียนกำลังแสวงหาพลังขับเคลื่อนใหม่แห่งการเติบโต เวียดนามเป็นปัจจัยที่สำคัญในกระบวนการปรับปรุงโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียวได้ช่วยให้เวียดนามกลายเป็นต้นแบบอ้างอิงสำหรับหลายประเทศในภูมิภาค ดร.กาวกึมฮวน เลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า

“เศรษฐกิจของเวียดนามกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว พวกเราชื่นชมและตั้งความหวังที่จะได้เห็นบทบาทและการสนับสนุนของเวียดนามมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านต่างๆของอาเซียน อาเซียนเริ่มปฏิบัติวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2045 และ 4 แผนการเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ ผมเชื่อมั่นว่า เวียดนามจะมีส่วนร่วมที่ยิ่งใหญ่ในหลากหลายรูปแบบ”

การที่นายกรัฐมนตรี เลมินห์ฮึง เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้มีความหมายพิเศษ เนื่องจากเป็นหนึ่งในกิจกรรมการต่างประเทศพหุภาคีครั้งแรกของผู้นำรัฐบาลเวียดนามในวาระใหม่ ซึ่งส่งสารที่ชัดเจนว่า อาเซียนยังคงเป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์อันดับต้นๆในนโยบายการต่างประเทศของเวียดนาม เอกอัครราชทูต โตนถิหงอกเฮือง หัวหน้าคณะผู้แทนเวียดนามประจำอาเซียน ยืนยันว่า

“เวียดนามจะมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งเพื่อร่วมกับบรรดาประเทศสมาชิกอาเซียนเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือและการประสานงานร่วมกันของอาเซียนต่อความผันผวนที่ซับซ้อนของสถานการณ์โลกและภูมิภาค เวียดนามจะร่วมมือกับบรรดาประเทศสมาชิกอาเซียนปฏิบัติแผนการเชิงยุทธศาสตร์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อปฏิบัติวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2045 แปรเป้าหมายและแผนการร่วมทั้งหมดของอาเซียนให้เป็นเป้าหมายและแผนการพัฒนาของแต่ละประเทศ พร้อมทั้งจะใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบที่ความร่วมมือและการเชื่อมโยงของอาเซียนนำมาให้แก่ประชาชนและสถานประกอบการภายในประเทศ”

จากการที่มีนโยบายต่างประเทศที่อิสระ พึ่งตนเอง และสมดุล เวียดนามถือเป็นปัจจัยที่ช่วยธำรงความความเห็นพ้องเป็นเอกฉันท์ภายในกลุ่ม เสริมสร้างบทบาทการเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในโครงสร้างภูมิภาค ซึ่งการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนของนายกรัฐมนตรี เลมินห์ฮึง เป็นการยืนยันว่า เวียดนามไม่เพียงแต่เป็นสมาชิกที่กระตือรือร้นเท่านั้น หากยังกำลังกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางสำหรับอนาคตของภูมิภาคอีกด้วย.