ภายหลังอยู่ในภาวะตึงเครียดและการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์มาหลายปี สหรัฐและจีนกำลังส่งสัญญาณเกี่ยวกับการปรับความสัมพันธ์ตามแนวทางที่มีเสถียรภาพและจริงจังมากขึ้น ซึ่งสารจากการพบปะระหว่างผู้นำสองประเทศมหาอำนาจอาจส่งผลในระดับหนึ่งต่อสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจโลกในเวลาที่จะถึง

“เสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์”

จุดเด่นสำคัญในการพบปะระหว่างเลขาธิการใหญ่พรรค ประธานประเทศจีน สีจิ้นผิง กับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ คือเป็นครั้งแรกมีการปรากฏคำว่า “ความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์” ในแถลงการณ์ของผู้นำจีน

“ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐเป็นความสัมพันธ์ทวิภาคีที่สำคัญที่สุดในโลกปัจจุบัน เมื่อสองประเทศร่วมมือกัน ทั้งสองฝ่ายจะได้รับประโยชน์ แต่ถ้าหากเผชิญหน้ากัน ทั้งสองฝ่ายจะได้รับความเสียหาย ทั้งสองประเทศควรเป็นหุ้นส่วนกันมากกว่าจะเป็นคู่แข่ง พวกเราเห็นพ้องที่จะสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์กับสหรัฐ มีส่วนร่วมมากขึ้นต่อสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรืองและความก้าวหน้าของโลก”

การใช้แนวคิด “เสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์” ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการปรับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐ โดยฝ่ายจีนได้เสนอกรอบการจัดการวิกฤตใหม่ โดยทุกฝ่ายยอมรับการคงอยู่ของฝ่ายตรงข้ามและให้ความสนใจต่อการป้องกันการเกิดความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ที่อาจนำไปสู่การปะทะ แทนความพยายามแก้ไขความแตกต่างที่มีอยู่โดยสิ้นเชิง สำหรับวิสัยทัศน์ใหม่นี้ ผู้นำจีนเผยว่า “ความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์” ประกอบด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่ การผลักดันความร่วมมือ การธำรงการแข่งขันให้อยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้ การแก้ไขความขัดแย้งและคำมั่นหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการปะทะ นาย สีจิ้นผิง หวังว่า เนื้อหาที่ได้รับการตกลงกันจะกำหนดแนวทางความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐ ซึ่งปี 2026 จะกลายเป็นนิมิตหมายทางประวัติศาสตร์ เปิดหน้าใหม่ให้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ส่วนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ย้ำถึงพื้นฐานของความเคารพและคุณค่าร่วมในความสัมพันธ์ทวิภาคี

“สายสัมพันธ์ด้านการค้าและความเคารพที่ยาวนานในตลอด 250 ปีที่ผ่านมาคือรากฐานสำหรับอนาคตที่เอื้อประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ ประชาชนสหรัฐและจีนมีจุดร่วมต่างๆ โดยให้ความสำคัญต่อความขยันหมั่นเพียร เชิดชูความกล้าหาญและความสำเร็จ เรารักครอบครัวและรักประเทศของเรา บนพื้นฐานของคุณค่านี้ เรามีโอกาสสร้างสรรค์อนาคตที่เจริญรุ่งเรือง ร่วมมือ มีความสุข และสงบสุขมากขึ้น เราให้ความสนใจต่อภูมิภาคนี้และโลก นี่คือโลกที่พิเศษเมื่อพวกเรายืนเคียงข้างกัน”

จากการเผชิญหน้าสู่การแข่งขันที่มีการควบคุม

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ระหว่างประเทศ อนาคตความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน กำลังปรับเปลี่ยนจากการเผชิญหน้าไปสู่การแข่งขันที่มีการควบคุมและเป็นรูปธรรมมากขึ้น สำหรับการปรับปรุงนโยบายของทางการประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ นักวิจัย ซุนเฉิงห้าว จากศูนย์ยุทธศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยชิงหัว ประเทศจีน เห็นว่า ปัจจุบัน รัฐบาลสหรัฐได้เริ่มปรับปรุงนโยบายที่แตกต่างกับช่วงปี 2017-2018 เมื่อสหรัฐกำหนดจีนเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์

จากผลการหารือระหว่างผู้นำสองประเทศ หนึ่งในความหวังในระยะสั้นคือการธำรงการสนทนาหลังจากชะงักงันเนื่องจากโรคระบาดและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นาย ฟิลิป ลัค ผู้อำนวยการโครงการเศรษฐกิจของศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และระหว่างประเทศหรือ CSIS เผยว่า

“ ผมคิดว่า ผลงานที่ดีที่สุดคือการจัดตั้งกลไกการสนทนา โดยจะมีการตัดสินใจเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าและคำมั่นเกี่ยวกับการหารือ ธำรงการสนทนา ผมคิดว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นโดยไม่มีการผ่อนปรนครั้งใหญ่ในประเด็นสำคัญจากทั้งสองฝ่าย ถ้าหากเราสามารถกลับมาหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ผมคิดว่านั่นถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่แล้ว”

แม้ความแตกต่างทางยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐกับจีนยังคงมีมาก แต่การที่ทั้งสองฝ่ายฟื้นฟูการสนทนาระดับสูงและมุ่งสู่กลไกการแข่งขันที่มีการควบคุม ถือเป็นสัญญาณในเชิงบวกต่อเสถียรภาพของภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก.