นี่เป็นการเยือนจีนครั้งที่ 25 ของประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ในฐานะประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีรัสเซียในตลอดกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

ผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและพลังงาน

การเยือนครั้งนี้มีขึ้นในปีที่จีนและรัสเซียฉลองครบรอบ 30 ปีการสถาปนาความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านในการประสานงานและครบรอบ 25 ปีการลงนามสนธิสัญญาว่าด้วยความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความร่วมมือ ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างตั้งความหวังว่า การเยือนครั้งนี้ของประธานาธิบดีปูตินจะมีส่วนช่วยยกระดับความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์จีน-รัสเซียขึ้นสู่ขั้นสูงใหม่ แม้ว่าในปัจจุบันความสัมพันธ์นี้ถูกยกย่องจากทั้งสองฝ่ายว่า อยู่ในระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ ในการประกาศก่อนการเยือน นาย ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกวังเครมลินเผยว่า รัสเซียรอคอยผลงานที่เป็นรูปธรรมในทุกด้านของการเยือนครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการค้า การลงทุน และการศึกษา ส่วนนาย กัวเจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนยืนยันว่า การเยือนครั้งนี้จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความมีเสถียรภาพของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซีย

ศาสตราจารย์ ชุยหงเจี้ยน จากสถาบันธรรมาภิบาลระดับภูมิภาคและโลกสังกัดมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศปักกิ่งเผยว่า การเยือนจีนครั้งนี้ของประธานาธิบดี ปูติน ก็เพื่อเสริมสร้างหนึ่งในลักษณะเด่นของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียคือบทบาทของ "การทูตระดับประมุขแห่งรัฐ" โดยประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน และ ประธานประเทศจีน สีจิ้นผิง ธำรงการเยือนซึ่งกันและกัน ศาสตราจารย์ ชุยหงเจี้ยน เผยว่า

“ในหลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียได้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการพัฒนาอย่างเป็นระบบ โดยทั้งสองฝ่ายยังคงเสริมสร้างและส่งเสริมความไว้วางใจทางการเมืองและยุทธศาสตร์ผ่านการพบปะระดับสูงและการทูตประมุขแห่งรัฐ นอกจากนี้ บริษัทของทั้งสองประเทศยังส่งเสริมความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันผ่านการสนับสนุนจุดแข็งของแต่ละฝ่าย”

การผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและพลังงานถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นอันดับต้นๆในกรอบการเยือนครั้งนี้ โดยจีนธำรงสถานะเป็นหุ้นส่วนการค้ารายใหญ่ที่สุดของจีนในตลอด 16 ปีติดต่อกันด้วยมูลค่าการค้าต่างตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 2 แสน 2 หมื่น 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และการค้าน้ำมันอยู่ที่กว่า 100 ล้านตันในปี 2025 ซึ่งความผูกพันที่แน่นแฟ้นด้านเศรษฐกิจและพลังงานสร้างเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ให้แก่ทั้งรัสเซียและจีนในหลายปีที่ผ่านมา และมีความหมายที่สำคัญในปัจจุบัน เนื่องจากการปะทะในภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลก

โครงการท่อส่งก๊าซ “พลังงานแห่งไซบีเรีย 2” (Power of Siberia 2)ที่ส่งก๊าซจากรัสเซียผ่านมองโกเลียไปยังจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการความร่วมมือด้านพลังงานขนาดใหญ่ระหว่างสองประเทศได้รับการตั้งความหวังว่า ทั้งสองฝ่ายจะเสร็จสิ้นการเจรจาในกรอบการเยือนครั้งนี้ ถ้าหากได้รับการลงนาม ท่อส่งก๊าซนี้จะสามารถจัดส่งก๊าซให้แก่จีนได้เพิ่มอีก 5 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ช่วยให้จีนมีแหล่งจัดสรรก๊าซที่มั่นคงด้วยราคาถูกในระยะยาว ในขณะที่ช่วยให้รัสเซียมีแหล่งรายได้สำคัญในสภาวการณ์ที่การปะทะระหว่างรัสเซียกับยูเครน และมาตรการคว่ำบาตรจากฝ่ายตะวันตกกำลังสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อการเติบโตและเสถียรภาพของเศรษฐกิจรัสเซีย

รักษาเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์โลก

นอกจากความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และการศึกษาแล้ว การประสานงานระหว่างจีนกับรัสเซียในปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์โลกก็ได้รับความสนใจเช่นกัน โดยเฉพาะการเยือนจีนของประธานาธิบดี ปูติน มีขึ้นภายหลังการเยือนของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ เพียง 4 วันเท่านั้น บรรดาผู้สังเกตการณ์เห็นว่า ความอ่อนไหวของช่วงเวลาจัดการเยือนสองครั้งดังกล่าวจะทำให้เกิดคำถามว่า จีนและรัสเซียจะหารือและประสานการปฏิบัติเกี่ยวกับสิ่งที่บรรลุในการประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐกับจีนหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ฝ่ายรัสเซียยืนยันว่า ความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับจีนมุ่งสู่การรักษาเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์โลก โดยไม่มีเป้าหมายเพื่อต่อต้านประเทศใด นาย ยูริ อูซาคอฟ ที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีรัสเซียเผยว่า

“ไม่มีความเชื่อมโยงใดๆระหว่างการเยือนของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ กับการเยือนของประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดีเมียร์ ปูติน โดยปกติพวกเราจะตกลงแผนการและหารือกับฝ่ายจีนไว้ล่วงหน้า ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดีเมียร์ ปูติน และประธานประเทศจีน สีจิ้นผิง มักจะมีการพูดคุยผ่านทางโทรศัพท์ในช่วงต้นปี และภายหลังการพูดคุยผ่านทางโทรศัพท์เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์เพียงไม่กี่วัน พวกเราได้ตกลงกันว่า ประธานาธิบดี ปูติน จะเดินทางไปเยือนจีนในวันที่ 20 พฤษภาคม”

ส่วนศาสตราจารย์ ชุยหงเจี้ยน เห็นว่า ปัจจุบัน ทั้งสหรัฐและรัสเซียต่างเลือกการติดต่อและการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับจีน อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ ก่อนการเยือนจีนของประธานาธิบดีสหรัฐและ ประธานาธิบดีรัสเซีย ผู้นำของอีกสองประเทศมหาอำนาจคือประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง และนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เคียร์ สตาร์เมอร์ ก็ได้เดินทางไปเยือนจีน ซึ่งการที่ผู้นำของ 5 ประเทศสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติผลักดันการพบปะถือเป็นสัญญาณในเชิงบวกสำหรับโลก เพราะเมื่อประเทศมหาอำนาจแบกรับความผิดชอบที่เพียงพอ ความไร้เสถียรภาพในปัจจุบันจึงจะสามารถค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงตามแนวทางที่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยได้

ในอีกแง่มุมหนึ่ง บรรดาผู้เชี่ยวชาญยังเห็นว่า การปะทะในตะวันออกกลางและการปะทะระหว่างรัสเซียกับยูเครน กำลังทำให้บทบาทของจีนชัดเจนมากขึ้นในฐานะประเทศมหาอำนาจที่มีเสถียรภาพ และคำมั่นที่เข้มแข็งต่อกลไกธรรมาภิบาลความมั่นคงและเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่หุ้นส่วนรายใหญ่ของจีนต้องคำนึงถึง.