เมื่อหวนมอง 81 ปีที่ผ่านมาในมุมมองทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจและการเมือง การเปลี่ยนแปลงใหม่รูปแบบการพัฒนาประเทศเป็นการเติบโตที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งของชนชาติที่สามารถฝ่าทุกวิกฤตแบบไม่เคยย่อท้อ เพื่อการคงอยู่และก้าวรุดหน้าไป
จากการปลดปล่อยประชาชาติ สู่การกระตุ้นศักยภาพการพัฒนา
ปี 1945 ณ จัตุรัสบาติ่งในกรุงฮานอย ประธานโฮจิมินห์ได้อ่านปฏิญญาเอกราช ตอบสนองต่อความปรารถนาอย่างแรงกล้าของประชาชนเวียดนามคือ "เอกราชและเสรีภาพ"
ปี 1986 การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามสมัยที่ 6 ได้ริเริ่มนโยบาย "โด๋ยเม้ย" (Đổi mới) หรือเปลี่ยนแปลงใหม่ โดยเปลี่ยนจากเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์มาเป็นเศรษฐกิจเชิงตลาดตามแนวทางสังคมนิยม ซึ่งเป็นกระบวนการปลดปล่อยกำลังการผลิต เพื่อให้ในอีก 40 ปีต่อมา เวียดนามสามารถสร้างผลสำเร็จแห่งประวัติศาสตร์ โดยจากประเทศยากจน ก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีขนาด GDP สูงถึง 5 แสน 1 หมื่น 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 จัดอยู่อันดับที่ 32 ของโลก และอันดับที่ 4 ในภูมิภาคอาเซียน ด้วยรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร 4,970 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เมื่อไม่นานมานี้ ธนาคารโลก หรือ WB จึงได้จัดให้เวียดนามอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง
ปี 2026 ภายหลังการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคสมัยที่ 14 เพื่อแปรความมุ่งมั่นปี 2045 เพื่อให้เวียดนามกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว มีรายได้สูงและก้าวไปสู่สังคมนิยมอย่างมั่นคง เวียดนามจึงดำเนินกระบวนการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเติบโตเฉพาะทางเศรษฐกิจ ไปสู่การการพัฒนาประเทศอย่างครอบคลุม ในการวิเคราะห์เกี่ยวกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญนี้ นาย เหงวียนซวนทั้ง ประธานสภาทฤษฎีส่วนกลางยืนยันว่า
"การเปลี่ยนแปลงใหม่รูปแบบการพัฒนาเป็นเงื่อนไขสำคัญเพื่อให้เวียดนามก้าวข้ามกรอบความคิดและข้อจำกัดในการพัฒนาแบบเดิม เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ ยกระดับความสามารถในการพึ่งตนเองเชิงยุทธศาสตร์ มีความมั่นใจและแข็งแกร่งท่ามกลางโลกที่มีความผันผวนอย่างต่อเนื่องและยากที่จะคาดเดาได้"
ผนึกกำลัง สร้างแหล่งพลัง
การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคสมัยที่ 14 ระบุอย่างชัดเจนว่า การกำหนดรูปแบบการเติบโตใหม่มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับผลผลิต คุณภาพ ประสิทธิภาพ มูลค่าเพิ่มและขีดความสามารถในการแข่งขันของระบบเศรษฐกิจ โดยถือวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมและการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก สร้างกำลังการผลิตและวิธีการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพสูงที่เน้นในเศรษฐกิจข้อมูล เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน
การประชุมครั้งที่ 3 คณะกรรมการกลางพรรค สมัยที่ 14 ได้เดินหน้าพัฒนาและแปรแนวคิดนั้นให้เป็นรูปธรรม ผ่านการอนุมัติมติที่ 19 ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงใหม่รูปแบบการพัฒนาของเวียดนาม นาย เหงวียนซวนทั้ง ประธานสภาทฤษฎีส่วนกลางวิเคราะห์ว่า
"การเปลี่ยนแปลงใหม่รูปแบบการพัฒนาของเวียดนามไม่เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงใหม่รูปแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น หากยังเป็นการเปลี่ยนแปลงใหม่แนวคิดด้านการพัฒนา วิธีการนำ ธรรมาภิบาลประเทศ การจัดตั้งสังคม วิธีการระดมและจัดสรรแหล่งพลัง ซึ่งเป็นพื้นฐานเพื่อมุ่งสู่การสร้างสรรค์และปรับปรุงรูปแบบสังคมนิยม ตลอดจนเส้นทางเดินหน้าสู่สังคมนิยมของเวียดนามให้มีความสมบูรณ์ ต้อง ตระหนัก อย่างลึกซึ้งว่า ในรูปแบบการพัฒนาใหม่นี้ 'มนุษย์' เป็นทั้งเป้าหมาย เป็นแรงขับเคลื่อน และเป็น พลังภายในของการพัฒนา"
ในรูปแบบการพัฒนาใหม่ การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเงื่อนไขที่จำเป็น แต่ไม่ใช่เป้าหมายเดียว หากการเติบโตมีความสมดุลอย่างเป็นระบบบนเสาหลักต่างๆ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม มนุษย์ สิ่งแวดล้อม กลาโหม ความมั่นคง และการต่างประเทศ ในการแสดงความเห็นเกี่ยวกับรูปแบบการพัฒนาใหม่ นาย เกิ๊นวันหลึก ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระบุว่า
"พวกเรากำลังมุ่งสู่รูปแบบการพัฒนาที่รวดเร็ว ยั่งยืน ครอบคลุมและเพื่อประชาชน ซึ่งเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล นวัตกรรม และปัจจัยด้านทรัพยากรมนุษย์ เป็นสองพื้นฐานและสองเสาหลักที่สำคัญที่สุด นอกจากนี้ ยังมีอีกสองปัจจัยที่ต้องให้ความสนใจอย่างยิ่ง หนึ่งคือจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงใหม่รูปแบบธรรมาภิบาลประเทศ และสองคือต้องมีแผนการระดมและจัดสรรแหล่งพลังที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง"
ในภาพรวม การตัดสินใจในด้านนโยบายในเวลาที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงแนวคิดที่เสมอต้นเสมอปลายของส่วนกลางคือ การเปลี่ยนแปลงใหม่ต้องเริ่มต้นจากการสร้างพื้นฐานในการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การปรับโครงสร้างองค์กรให้กะทัดรัด การดำเนินการทางการปกครองท้องถิ่น 2 ระดับ การแก้ไขอุปสรรคด้านกลไก นโยบายตามมติที่ 66 การถือวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนแห่งการสร้างก้าวกระโดดตามมติที่ 57 ไปจนถึงการส่งเสริมพลังภายในจากวัฒนธรรมและมนุษย์ตามมติที่ 80 ซึ่งการบูรณาการอย่างครอบคลุมนี้กำลังก่อตัวเป็น "ระบบนิเวศการพัฒนาแห่งชาติ" ที่ดำเนินงานได้อย่างราบรื่น ตอบสนองความต้องการของสถานการณ์จริงในระยะใหม่
จากคำประกาศของประธานโฮจิมินห์ ที่ว่า "ประเทศเวียดนามมีสิทธิ์ที่จะได้รับเสรีภาพและเอกราช" ที่ดังก้อง ณ จัตุรัสบาติ่ง ในฤดูใบไม้ร่วงปี 1945 มาจนถึงการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ในการ "เปลี่ยนแปลงใหม่รูปแบบการพัฒนาประเทศ" นี่ไม่เพียงแต่เป็นการสานต่อประวัติศาสตร์เท่านั้น หากยังเป็นเส้นทางเพื่อยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการพึ่งตนเองและสร้างความเข้มแข็งด้วยตนเองของประชาชาติที่ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค พร้อมปรับตัวและพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อการคงอยู่อย่างยั่งยืนสร้างก้าวกระโดดเพื่อการพัฒนาอย่างไปหยุดยั้ง.






