อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญมองว่า อาเซียนไม่สามารถนำโมเดล AI เพียงรูปแบบเดียวมาใช้กับทุกประเทศในภูมิภาคได้ เนื่องจากแต่ละประเทศมีเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ศักยภาพด้านเทคโนโลยี และความต้องการทางสังคมที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องเลือกแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสม ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ใช่อุปสรรค แต่สามารถกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ หากประเทศต่างๆเพิ่มความร่วมมือและใช้ประโยชน์จากจุดแข็งเพื่อสนับสนุนกัน

ในภูมิภาคอาเซียน สิงคโปร์มีความโดดเด่นในด้านหุ่นยนต์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การประยุกต์ใช้ AI ในการให้บริการสาธารณะ ขณะที่เวียดนามกำลังเร่งนำ AI มาใช้ในกิจกรรมของรัฐบาล กระทรวง หน่วยงานและท้องถิ่น พร้อมทั้งจัดทำนโยบายเพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในระบบเศรษฐกิจ ส่วนมาเลเซียกำลังจัดทำยุทธศาสตร์ AI ฉบับใหม่ระยะ 5 ปี โดยให้ความสำคัญกับทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ข้อมูล การบริหารจัดการที่น่าเชื่อถือ และการพัฒนาแหล่งบุคลากร

ทั้งนี้ ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แต่ละประเทศในอาเซียนมีเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ศักยภาพด้านเทคโนโลยี และความต้องการทางสังคมด้าน AI ที่แตกต่างกัน ดร. เมห์ดี สเนเน ที่ปรึกษาอาวุโสของทูตพิเศษของเลขาธิการใหญ่จากสำนักงานสหประชาชาติด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีเกิดใหม่ ยืนยันว่า สิ่งนี้อาจเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับประเทศสมาชิกอาเซียน

“ปัจจุบันยังไม่มีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับ AI ที่เป็นหนึ่งเดียว AI มีแนวทางการประยุกต์ใช้ที่หลากหลาย ทั้ง AI เชิงสร้างสรรค์ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ วิทยาศาสตร์ สาธารณสุข และการบริหารความเสี่ยง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นเทคโนโลยีที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวาง และสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาของอุตสาหกรรมอื่นๆได้ การที่แต่ละประเทศเลือกแนวทางพัฒนา AI ถือเป็นสัญญาณที่น่ายินดี เช่น สิงคโปร์มุ่งเน้นระบบอัตโนมัติ ขณะที่เวียดนามผลักดันการประยุกต์ใช้ AI ในการให้บริการสาธารณะ ซึ่งความหลากหลายจะช่วยส่งเสริมการพัฒนา AI ในประชาคมอาเซียนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น”

ทั้งนี้ ความหลากหลายด้านศักยภาพและประสบการณ์เกี่ยวกับ AI ช่วยให้ประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถพัฒนาสู่ความเชี่ยวชาญและสนับสนุนกันแทนที่จะต้องแข่งขันกันเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี AI นอกจากนี้ ยังสามารถผลักดันความร่วมมือในระดับภูมิภาคผ่านการแบ่งปันข้อมูล โครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลและผลงานวิจัย โดยการเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญ ศูนย์วิจัย และภาคธุรกิจในภูมิภาค ยังสามารถช่วยให้อาเซียนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม ควบคู่ไปกับโอกาส อาเซียนยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการในการประยุกต์ใช้ AI โดยช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ข้อมูล แหล่งบุคลากร และศักยภาพทางเทคโนโลยีระหว่างประเทศต่างๆอาจทำให้ประโยชน์จาก AI ไม่ได้รับการกระจายอย่างเท่าเทียมกัน อีกความท้าทายคือการจัดทำกรอบกฎหมายและกลไกกำกับดูแล AI นางเลโอนี มาเดอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากมูลนิธิ KAS ของเยอรมนี กล่าวว่า แต่ละประเทศควรประเมินวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ผลกระทบ และความเสี่ยงของ AI แต่ละประเภท ก่อนที่จะกำหนดกฎระเบียบ

“แต่ละประเทศในประชาคมอาเซียนกำลังพัฒนาโมเดล AI เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ โดยมีโมเดล AI หลายประเภทที่ต้องใช้แหล่งพลังจำนวนมาก เช่น โมเดลภาษาขนาดใหญ่และโมเดลสร้างภาพ หากไม่มีแหล่งพลังงานมากเพียงพอ หรือไม่มีแหล่งพลังงานราคาถูก อย่างที่ยุโรปกำลังประสบปัญหาในปัจจุบัน ก็ควรพัฒนาโมเดลขนาดเล็ก สิ่งสำคัญคือ ต้องประเมินให้ชัดเจนว่าตนเองมีจุดแข็งอะไร และต้องการอะไรจาก AI เพื่อพัฒนาโซลูชันทางเทคโนโลยี”

บรรดาผู้เชี่ยวชาญเผยว่า เพื่อให้ AI สร้างประโยชน์อย่างกว้างขวางแก่อาเซียน ประเทศต่างๆจำเป็นต้องดำเนินแนวทางที่สอดคล้องกับความต้องการในการปฏิบัติและถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าประเทศใดจะพัฒนา AI ได้เร็วที่สุด แต่คือ AI จะสามารถสร้างคุณค่าที่เป็นรูปธรรมให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และสังคมได้อย่างไร

ในระยะต่อไป อาเซียนจำเป็นต้องเพิ่มความร่วมมือด้านข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน การอบรมบุคลากร การวิจัย และการกำกับดูแล AI ขณะเดียวกัน ประเทศสมาชิกควรสร้างความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างระบบต่างๆแทนที่จะพยายามกำหนดโมเดล AI รูปแบบเดียวสำหรับทั้งภูมิภาค

ทั้งนี้ AI กำลังเปิดโอกาสครั้งใหญ่ให้อาเซียนขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ นวัตกรรม และยกระดับคุณภาพการให้บริการสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างด้านศักยภาพระหว่างประเทศต่างๆยังนำมาซึ่งความเสี่ยงที่ช่องว่างทางดิจิทัลจะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมสำหรับอาเซียนคือ “ความเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางความหลากหลาย” โดยแต่ละประเทศพัฒนา AI บนพื้นฐานของจุดแข็งของตนเอง พร้อมทั้งแบ่งปันแหล่งพลัง ความรู้ และประสบการณ์กับประเทศสมาชิกอื่นๆ.