นี่คือการเยือนลาวและกัมพูชาอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนาย เล มิงห์ ฮึง ในฐานะนายกรัฐมนตรีเวียดนามในสภาวการณ์ที่ทั้ง 3 ประเทศกำลังเผชิญกับความต้องการใหม่เกี่ยวกับการพัฒนา การเชื่อมโยงในภูมิภาค และการธำรงบรรยากาศแห่งสันติภาพและเสถียรภาพ ดังนั้น การเยือนครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เสริมสร้างพื้นฐานทางการเมืองให้มีความเข้มแข็งเท่านั้น หากยังมุ่งสู่การผลักดันความเชื่อมโยงด้านผลประโยชน์และสร้างแรงขับเคลื่อนเพิ่มเติมเพื่อการพัฒนาอีกด้วย
ความผูกพันเชิงยุทธศาสตร์
เวียดนาม ลาวและกัมพูชามีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ติดต่อกัน ร่วมใช้พื้นที่และผลประโยชน์ร่วมกันในเรื่องสันติภาพ ความมั่นคงและการพัฒนา
สำหรับประเทศลาว ความร่วมมือด้านกลาโหม ความมั่นคงและการบริหารจัดการชายแดน มีความหมายโดยตรงต่อความมั่นคงของแต่ละประเทศ นาย เจิ่นมิงเติม เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศลาวยืนยันว่า
“ลาวได้ส่งเสริมบทบาทการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงของภูมิภาค ส่วนเวียดนามได้ส่งเสริมข้อได้เปรียบด้านตลาด ศักยภาพการผลิต และประตูสู่ทะเล ในขณะเดียวกัน ทั้งสองประเทศต่างเข้าร่วมอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นในห่วงโซ่การผลิต ห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่มูลค่าของภูมิภาค ความผูกพันเชิงยุทธศาสตร์ไม่เพียงแต่เป็นการเดินพร้อมทางการเมืองเท่านั้น หากยังเป็นการผสมผสานอย่างแน่นแฟ้นของผลประโยชน์แห่งชาติอีกด้วย ดังนั้น ความเจริญรุ่งเรืองและการพัฒนาของประเทศหนึ่งจึงเป็นแรงขับเคลื่อนที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาของอีกประเทศหนึ่ง”
สำหรับประเทศกัมพูชา การประสานผลประโยชน์มีความชัดเจนยิ่งขึ้นในด้านการค้า การลงทุน การคมนาคมขนส่ง การท่องเที่ยวและความร่วมมือทางชายแดน โดยโครงการเชื่อมโยงต่างๆ เช่น ถนนไฮเวย์นครโฮจิมินห์ – หมกบ่าย – บาเวต – พนมเปญ ด่านชายแดน และเส้นทางบินตรง กำลังมีส่วนช่วยลดระยะทาง อำนวยความสะดวกให้แก่การค้าและการเดินทาง ไม่เพียงแต่เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ทั้งสองประเทศยังกำลังส่งเสริมการเชื่อมโยงด้านกลไกและนโยบาย เพื่อสร้างเงื่อนไขให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจพัฒนาอย่างกว้างลึกยิ่งขึ้นอีกด้วย นาย เหงียนมิงห์หวู เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศกัมพูชาย้ำว่า
“ไม่เพียงแต่เชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น ทั้งสองประเทศยังมีความผูกพันที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในด้านนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาอีกด้วย อุปสรรคด้านกลไกและนโยบายกำลังได้รับการแก้ไขร่วมกัน เพื่อสร้างระเบียบทางกฎหมายและนโยบายที่โปร่งใสสำหรับการร่วมมือที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นระหว่างสองประเทศ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายกำลังหารือเพื่อจัดตั้งกลไกความร่วมมือทางเศรษฐกิจใหม่ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างกัน”
นอกจากนี้ เวียดนาม ลาวและกัมพูชาต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันในการเสริมสร้างความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และการสร้างอาเซียนที่สามัคคีและพึ่งตนเอง ตลอดจน อยู่ในพื้นที่การพัฒนาเดียวกันที่มีผลประโยชน์สอดประสานกันอย่างมากมาย
สร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้แก่ความสัมพันธ์ร่วมมือ
ในสภาวการณ์ที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนเป็นอย่างมากและการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น ความผูกพันดังกล่าวยิ่งมีความหมายสำคัญมากขึ้น เวียดนาม ลาวและกัมพูชาต่างต้องการสภาพแวดล้อมแห่งสันติภาพและความมั่นคงเพื่อการพัฒนา ต้องการขยายความสัมพันธ์การต่างประเทศ มีความสัมพันธ์หลายรูปแบบหลายฝ่ายและยกระดับความสามารถในการพึ่งตนเอง รวมถึงความสามารถในการรับมือของแต่ละระบบเศรษฐกิจ ซึ่งสิ่งนี้ได้กำหนดความต้องการที่จะนำความสัมพันธ์ร่วมมือย่างเข้าสู่ระยะใหม่ จากพื้นฐานทางการเมืองที่มั่นคง ไปสู่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม จากความร่วมมือในแต่ละด้าน ไปสู่การเชื่อมโยงพื้นที่การพัฒนาต่างๆ
สำหรับความสัมพันธ์กับประเทศลาว นาย เจิ่นมิงเติม เอกอัครราชทูตเวียดนาประจำประเทศลาวแสดงความเห็นว่า
“ความต้องการที่วางไว้คือ ต้องทำอย่างไรเพื่อให้ระดับความผูกพันพิเศษทางการเมืองได้รับการสะท้อนอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้นในประสิทธิภาพความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความผูกพันระหว่างสองระบบเศรษฐกิจ ความ "ผูกพันเชิงยุทธศาสตร์" ในระยะต่อไปจะมีความเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นในการที่สองระบบเศรษฐกิจเกื้อหนุนกัน โครงการที่ร่วมมือกันจะสร้างมูลค่าและผลประโยชน์ให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ”
สำหรับประเทศกัมพูชา ความคาดหวังยังมุ่งสู่การสร้างระบบนิเวศความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ท่านเอกอัครราชทูต เหงียนหมิงห์หวู ประเมินว่า
“ผมเห็นว่า การเยือนกัมพูชาของนายกรัฐมนตรี เล มิงห์ ฮึง ไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมการเชื่อมโยงที่แน่นแฟ้นและสนับสนุนกันระหว่างสองเศรษฐกิจเท่านั้น หากยังเปิดโอกาสในการสร้างระบบนิเวศความผูกพันทางเศรษฐกิจที่รอบด้านยิ่งขึ้น มุ่งสู่เป้าหมายการยกระดับมูลค่าการค้าต่างตอบแทนให้ถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐโดยเร็ว นายกรัฐมนตรี เล มิงห์ ฮึง และบรรดาผู้นำกัมพูชาจะแปรคำมั่นและข้อตกลงที่ได้บรรลุอย่างเป็นรูปธรรม และกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์สำหรับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศในเวลาที่จะถึง”
สิ่งที่น่าสนใจของการเยือนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเจรจาหรือข้อตกลงที่จะได้รับการลงนามเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือความสามารถในการแปรฉันทมติทางการเมืองให้เป็นการเชื่อมโยงใหม่ๆ โครงการใหม่ๆ และผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นสำหรับประชาชนและภาคธุรกิจ เพราะในความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนาม – ลาว – กัมพูชา ประวัติศาสตร์สร้างพื้นฐาน ความเชื่อมั่นสร้างความผูกพัน และผลประโยชน์ร่วมกันสร้างแรงขับเคลื่อนเพิ่มเติมเพื่อร่วมมือพัฒนาอย่างยั่งยืนและยาวนาน./.







