ในการประชุมรัฐบาลประจำเดือนกันยายนและการประชุมระหว่างรัฐบาลกับกระทรวง หน่วยงาน และท้องถิ่นต่างๆผ่านระบบทางไกลเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม นายกรัฐมนตรี เลมิงห์ฮึง ได้สั่งให้ท้องถิ่นต่างๆทบทวนและระบุแรงขับเคลื่อนและศักยภาพที่ยังใช้ประโยชน์ได้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมและโครงการที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม นี่เป็นความต้องการในสภาวการณ์ที่ช่วงเดือนสุดท้ายของปีมีความสำคัญชี้ขาดต่อการบรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจและสังคมของปี 2026
การเติบโตที่เลขสองหลักคือเส้นทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ภายหลัง 9 เดือน เศรษฐกิจเวียดนามยังคงธำรงการเติบโตในเชิงบวก โดยอัตราจีดีพีได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 9.01 โดยเฉพาะ ในไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ร้อยละ 9.95 ตามข้อมูลของรัฐบาล เพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่เลขสองหลัก อัตราจีดีพีในไตรมาสที่ 4 ต้องอยู่ที่มากกว่าร้อยละ 12.5
ช่องว่างจากระดับการเติบโตในปัจจุบันไปสู่เป้าหมายปลายปี สร้างความต้องการสูงในการชี้นำการปฏิบัติในช่วงปลายปี ควบคู่กับการธำรงพลังขับเคลื่อนที่มีอยู่แล้ว ต้องส่งเสริมการระดมแหล่งพลังที่เตรียมไว้แต่ยังไม่ถูกแปรให้เป็นผลิตภาพ การลงทุน การบริโภค และมูลค่าเพิ่ม เป้าหมายการขยายตัวในระดับสูงต้องมีความผูกพันกับแนวทางการพัฒนาในระยะยาวของประเทศ นาย โงวันต๊วน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังย้ำว่า
"เป้าหมายการเติบโตที่เลขสองหลักเป็นเป้าหมายที่ท้าทายอย่างยิ่ง แต่ก็เป็นเส้นทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่มีทางเลือกอื่นเพื่อให้เราบรรลุเป้าหมายการพัฒนาประเทศ มุ่งสู่การฉลองครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งพรรค 100 ปีการก่อตั้งประเทศและพัฒนาเป็นประเทศที่พัฒนาที่มีอุตสาหกรรมที่ทันสมัยภายในปี 2045 เรามีแนวทางที่ชัดเจน โครงสร้างองค์กรที่ได้รับการปรับปรุง ดังนั้น ต้องตั้งใจปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและ มีประสิทธิภาพเพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้”
ประเด็นการเติบโตในปี 2026 ไม่ได้อยู่เพียงแค่ผลงานของ 3 เดือนที่เหลือเท่านั้น โดยในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ ต้องระบุศักยภาพที่เหลือให้ถูกต้อง และแปรแหล่งพลังเหล่านั้นให้เป็นผลงานที่เป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว
สร้างแรงส่งและพลังขับเคลื่อนให้แก่การขยายตัว
ภาคต่างๆที่อาจมีส่วนช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตในไตรมาสที่ 4 ปี 2026 ได้แก่การผลิต การลงทุน การบริโภค การส่งออก การเบิกจ่ายเงินลงทุนภาครัฐและการดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน ซึ่งนายกรัฐมนตรี เลมิงห์ฮึง ได้กำชับให้ท้องถิ่นต่างๆ โดยเฉพาะท้องถิ่นที่เป็นขั้วการเติบโตใหญ่ต้องส่งเสริมบทบาทการนำให้มากยิ่งขึ้น
"ท้องถิ่นที่เป็นขั้วการเติบโตที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ เช่น กรุงฮานอย นครโฮจิมินห์ นครไฮฟอง นครกว๋างนิง นครด่งนาย และนครบั๊กนิง ต้องพยายามมากขึ้นและใช้ประโยชน์จากศักยภาพการเติบโตอย่างเข็มแข็งผ่านการกระตุ้นการผลิต การลงทุน การบริโภค การส่งออก การเบิกจ่ายเงินลงทุนภาครัฐ และการดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน สำหรับท้องถิ่นที่การเติบโตยังต่ำกว่าเป้าหมายของทั้งปี ต้องประเมินศักยภาพที่เหลืออยู่อย่างรอบคอบ และปฏิบัติมาตรการต่างๆอย่างเคร่งครัดและมีประสิทธิภาพเพื่อ มุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายในระดับสูงสุด"
สำหรับท้องถิ่นต่างๆ การใช้ประโยชน์จากศักยภาพการเติบโตนั้นมีความผูกพันกับเงื่อนไขและความได้เปรียบเฉพาะตัว ด้วยอัตราการเติบโต GRDP อยู่ที่ร้อยละ 11.81 ใน 9 เดือนที่ผ่านมา นครบั๊กนิงอยู่อันดับที่ 4 ของประเทศและอยู่ในกลุ่มท้องถิ่นที่มีอัตราการเติบโตที่เลขสองหลัก สำหรับท้องถิ่นนี้ ปัญหาในปัจจุบันไม่ใช่แค่การธำรงอัตราการขยายตัวเท่านั้น นาย เหงวียนดิ่งเฮี้ยว ผู้อำนวยการสำนักงานการคลังนครบั๊กนิง เผยว่า "การที่บั๊กนิงกลายเป็นนครสังกัดส่วนกลางสร้างความต้องการในการพัฒนาที่สูงขึ้นทั้งในด้านขนาด คุณภาพ และความยั่งยืน ทางนครฯมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนจากรูปแบบการเติบโตที่พึ่งพาเงินทุน แรงงาน และการขยายการผลิตเป็นการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี นวัตกรรม การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ผลผลิตและมูลค่าเพิ่ม เพื่อธำรงการขยายตัวที่เลขสองหลัก บั๊กนิงต้องสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่จากอุตสาหกรรมไฮเทค เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ โลจิสติกส์ บริการเมือง และเศรษฐกิจดิจิทัล"
จากพลังขับเคลื่อนที่มีอยู่และพลังขับเคลื่อนใหม่ ปัญหาที่ต้องให้ความสนใจคือต้องทำอย่างไรเพื่อให้การเติบโตในระดับสูงควบคู่กับคุณภาพการเติบโต นี่คือปัญหาที่เศรษฐกิจต้องเผชิญเมื่อเวียดนามย่างเข้าสู่ระยะการพัฒนาที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น สามเดือนสุดท้ายคือช่วงโค้งสุดท้ายเพื่อให้เวียดนามปฏิบัติเป้าหมายการเติบโตในปี 2026 การใช้ประโยชน์จากศักยภาพที่มีอยู่อย่างเต็มที่ การแก้ไขอุปสรรคเพื่อระดมแหล่งพลัง การขยายพลังขับเคลื่อนใหม่ จะเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อการเพิ่มแรงกระตุ้นในช่วงเดือนสุดท้ายของปีนี้.








