หนึ่งในประเด็นที่ได้รับการหารือในการประชุม คือการสร้างแถวขบวนเจ้าหน้าที่และการปฏิรูปงานด้านบุคลากรในขั้นพื้นฐานและรอบด้าน เพราะทุกนโยบายและการตัดสินใจจะเกิดผลเป็นรูปธรรมได้ก็ต่อเมื่อมีแถวขบวนเจ้าหน้าที่ที่มีคุณสมบัติเพรียบพร้อมและมีความรับผิดชอบในการนำไปปฏิบัติ

งานด้านบุคลากรและการรับผู้ที่มีความสามารถเข้ามาทำงานไม่เพียงเป็นการสานต่อแนวทางที่เสมอต้นเสมอปลายของพรรคมาอย่างต่อเนื่องเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เร่งด่วนมากขึ้น นั่นคือหากต้องการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญ จำเป็นต้องมีแถวขบวนเจ้าหน้าที้ที่มีคุณสมบัติเพรียบพร้อมและหากต้องการปลดล็อกและส่งเสริมแหล่งพลังจากประชาชนทุกภาคส่วนในสังคมก็ต้องให้ความสำคัญกับการสรรหา ให้สิทธิพิเศษเพื่อดึงดูดและรับผู้ที่มีความสามารถเข้ามาทำงาน

ความต้องการพัฒนาวางบรรทัดฐานใหม่สำหรับงานด้านบุคลากร

ในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ ประธานโฮจิมินห์เคยยืนยันว่า “บุคลากรคือรากฐานของงานทุกด้าน” และ “ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของงานทุกด้านล้วนขึ้นอยู่กับเรื่อง บุคลากรดีหรือไม่ดี” โดยในแต่ละช่วงของการปฏิวัติ ความต้องการต่องานด้านบุคลากรได้รับการเพิ่มเติมและปรับปรุงให้มีความสมบูรณ์ควบคู่กับภารกิจการพัฒนาประเทศ ตั้งแต่การสร้างแถวขบวนเจ้าหน้าที่ให้ตอบสนองความต้องการพัฒนาเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ทันสมัย ไปจนถึงการให้ความสำคัญกับคุณสมบัติ ความสามารถ บุคคลน่านับถือ และเจ้าหน้าที่เชิงยุทธศาสตร์ ตลอดจน แนวคิดเกี่ยวกับงานด้านบุคลากรจึงมีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ในสภาวการณ์ปัจจุบัน ความต้องการดังกล่าวถูกยกระดับมากขึ้น โดยเฉพาะความสามารถในการจัดวางบุคลากรให้ตรงกับคุณสมบัติและส่วนงาน การแก้ไขปัญหาใหม่ๆ งานที่ยากและการสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรม

การที่การประชุมคณะกรรมการกลางพรรคครั้งที่ 4 ยังคงหารือเรื่องการปฏิรูปงานด้านบุคลากรอย่างรอบด้าน แสดงให้เห็นว่าความต้องการดังกล่าวกำลังถูกระบุในวิสัยทัศน์ ทั้งการสรุปและประเมินผลสำเร็จที่ได้บรรลุ ข้อจำกัด ตลอดจนการแสวงหาแนวทางที่เหมาะสม เพื่อปรับปรุงวิธีการสรรหา คัดเลือก อบรม แต่งตั้ง และใช้บุคคลให้มีความสมบูรณ์เพื่อตอบสนองความต้องการพัฒนาประเทศในระยะใหม่

ดังนั้น งานด้านบุคลากรจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการเลือกบุคคลให้ถูกต้อง ตรงกับตำแหน่งเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ต้องสร้างกลไกให้ผู้ที่มีความสามารถได้รับมอบหมายส่วนงานสำคัญ ได้รับมอบอำนาจ และมีแหล่งพลังเพียงพอเพื่อแปรความคิดริเริ่มให้เป็นผลงานที่เป็นรูปธรรม พลตรี รองศาสตราจารย์ ดร. เหงวียนวันเสา รองหัวหน้าสถาบันยุทธศาสตร์และประวัติศาสตร์การป้องกันประเทศสังกัดกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า

“ผมคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานด้านบุคลากรจะเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากการบริหารจัดการไปสู่การพัฒนาและการใช้บุคคล จากการเตรียมบุคลากรตามวาระสู่การเตรียมบุคคลที่เป็นผู้นำสำหรับภารกิจยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องสร้างกลไกให้ผู้ที่มีความสามารถได้รับมอบหมายงานสำคัญและได้รับมอบอำนาจมากขึ้น ผู้ที่สร้างคุณค่าได้รับการยอมรับ ขณะเดียวกัน ผู้ที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ก็ต้องได้รับการเปลี่ยนตัวอย่างทันท่วงที”

เจ้าหน้าที่เชิงยุทธศาสตร์ต้องได้รับมอบหมายงานสำคัญและงานที่ยาก

การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคสมัยที่ 14 ได้เลือกสมาชิกคณะกรรมการกลางพรรค รวม 200 คน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่พรรคให้ความไว้วางใจว่าจะมีส่วนสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่และก้าวกระโดดให้แก่การพัฒนาประเทศ ดังนั้น แถวขบวนเจ้าหน้าที่เชิงยุทธศาสตร์จึงต้องได้รับมอบหมายส่วนงานสำคัญและงานที่ยาก ซึ่งต้องอาศัยความคิดเชิงระบบ วิสัยทัศน์ระดับมหภาค และระดับประเทศ รองศาสตราจารย์ ดร. เลวันเกื่อง รองหัวหน้าสถาบันการสร้างสรรค์พรรคสังกัดสถาบันการเมืองรัฐศาสตร์แห่งชาติโฮจิมินห์ กล่าวว่า ความต้องการในงานด้านบุคลากรในปัจจุบันคือต้องให้ความสำคัญกับการสร้างแถวขบวนเจ้าหน้าที่เชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเปรียบเสมือน “สถาปนิก” ในการกำหนดนโยบาย นำทาง สร้างสรรค์ และสร้างแรงขับเคลื่อนให้แก่การพัฒนาประเทศ

“เจ้าหน้าที่ทุกคน รวมถึงเจ้าหน้าที่เชิงยุทธศาสตร์และเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่น ควรซึมซับคำสอนของประธานโฮจิมินห์ที่ว่า “สิ่งใดเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ก็ทุ่มเททำอย่างเต็มที่ สิ่งใดไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ก็พยายามหลีกเลี่ยงให้ได้” หากทำได้เช่นนี้ ความสำเร็จของการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคครั้งที่ 4 ก็จะสามารถขยายผลและสะท้อนออกมาในการพูดและการกระทำของเจ้าหน้ที่สมาชิกพรรคแต่ละคน และจะกลายเป็นขบวนการ “เจ้าหน้าที่สมาชิกพรรคเดินหน้าทำ ประชาชนปฏิบัติตามทีหลัง’”

นอกจากนี้ ยังต้องให้ความสำคัญอย่างเหมาะสมกับเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่น ในสภาวการณ์ของการดำเนินรูปแบบการปกครองท้องถิ่น 2 ระดับ ภารกิจหลายประการที่เดิมอยู่ในความรับผิดชอบของระดับอำเภอ รวมถึงภารกิจบางส่วนที่ได้รับการกระจายอำนาจจากระดับจังหวัด ซึ่งปัจจุบันได้ถูกถ่ายโอนลงสู่ระดับตำบล ซึ่งเป็นระดับการปกครองที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด

ทั้งนี้ ตั้งแต่การประเมิน การใช้บุคคลให้เหมาะสม การมอบหมายหน้าที่ให้สอดคล้องกับความสามารถ ไปจนถึงการสร้างกลไกเพื่อสรรหา ดึงดูด และให้ความสำคัญกับผู้ที่มีความสามารถ ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างแถวขบวนเจ้าหน้าที่ที่มีคุณสมบัติ เพรียบพร้อมและความมุ่งมั่นที่จะอุทิศตนเพื่อประเทศ นี่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการยกระดับศักยภาพในการปฏิบัติ แปรแนวทางและนโยบายของพรรคให้เป็นรูปธรรมและตอบสนองความต้องการพัฒนาประเทศในระยะใหม่.